
ครม.ไฟเขียวใช้หนี้ก่อนกำหนด4.2หมื่นล.
ครม.อนุมัติจัดสรรเงินจัดเก็บรายได้เกินเป้า 1.7 แสนล้านบาท คืนหนี้ก่อนกำหนด 4.2 หมื่นล้านบาท หวังช่วยให้งบ 54 มีเงินลงทุนเพิ่ม 1 แสนล้านบาท ด้านคลังคาดจีดีพีไตรมาสแรกโต 9%
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 27 เมษายน มีมติให้กระทรวงการคลังจัดสรรรายได้ที่จัดเก็บได้สูงกว่าเป้าหมายในปีงบประมาณ 2553 จำนวน 1.7 แสนล้านบาท ไปชำระหนี้ลวงหน้าจำนวน 4.2 หมื่นล้านบาท โดยหนี้ในส่วนของการออกพันธบัตรรัฐบาลขายในประเทศ สามารถชำระหนี้ล่วงหน้าก่อนครบกำหนดได้ เพื่อประโยชน์ในแง่เสถียรภาพเศรษฐกิจ ส่วนรายได้ที่เหลือให้นำไปสมทบเป็นเงินคงคลัง
ทั้งนี้ พันธบัตรที่จะชำระหนี้ล่วงหน้า เดิมมีแผนจะชำระหนี้ในปี 2554 ดังนั้น เมื่อชำระหนี้ล่วงหน้าแล้วจะทำให้สำนักงบประมาณสามารถปรับโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายได้ในปี 2554 โดยสามารถจัดสรรเงินเพื่อรองรับโครงการลงทุนที่เป็นยุทธศาสตร์ของประเทศภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งได้อีกเกือบ 1 แสนล้านบาท
นายวัชระ กรรณิการ์ รองโฆษกรัฐบาล กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.ได้อนุมัติแผนการจัดทำงบประมาณปี 2554 ซึ่งเป็นงบประมาณขาดดุล 4.2 แสนล้านบาท เป็นงบประมาณรายจ่าย 2.07 ล้านล้านบาท และรายได้ 1.6 ล้านล้านบาท โดยการขาดดุลดังกล่าว คิดเป็น 4.1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ทั้งนี้ งบประมาณรายจ่าย 2.07 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.8% หรือ 3.7 แสนล้านบาท จากงบประมาณปี 2553
ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวถึงตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรก ปี 2553 ว่า น่าจะเติบโตได้ในระดับ 8-9% เป็นผลจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ที่หนุนให้การส่งออกของไทยปรับตัวดีขึ้น ส่วนการเมืองยังไม่ได้กดดันมากนัก แต่ไตรมาสถัดไปเชื่อว่าจะได้รับผลกระทบในส่วนนี้ ทำให้การเติบโตจะไม่ดีเท่าไตรมาสแรกที่ผ่านมา
นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า จากข้อมูลเศรษฐกิจไตรมาสแรกที่ออกมาดี โดยเฉพาะเรื่องการส่งออก สะท้อนถึงภาพการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างเข้มแข็ง และในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ผ่านมา กนง.มองการฟื้นตัวว่าจะไปได้ด้วยดี จะมีก็เพียงปัจจัยการเมืองที่เป็นตัวกดดันหลัก



