ข่าว

ศอฉ.แถลงพร้อมสลายเสื้อแดงราชประสงค์

ศอฉ.แถลงพร้อมสลายเสื้อแดงราชประสงค์

28 เม.ย. 2553

ส.ส.ปชป.ระบายความอึดอัดของชาวบ้านให้นายกฯฟัง "อภิสิทธิ์"ลั่นไม่ประนีประนอมกับม๊อบปิดถนน แจงต้องใช้กระสุนจริงเพราะผู้ชุมนุมพกอาวุธอันตราย ให้ส.ว.เปิดอภิปรายตามม. 161 วันที่ 3 พ.ค. เซ็นทรัลปัดข่าวแดงใช้เซ็นทรัลเวิลด์เป็นแหล่งซ่องสุมอาวุธ ศปก.ตร.ยันเสริมกำลั

วันที่ 27 เม.ย. พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. แถลงว่าการประชุม ศอฉ.รอบเช้าเวลา 09.00 น. ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นประธาน ได้มีการสรุปสถานการณ์ตั้งแต่เวลา 04.00-06.00 น.วันนี้ โดยเตรียมการจัดกำลังทหาร ตำรวจ วางกำลังในพื้นที่ควบคุมสี่แยกราชประสงค์ จัดตั้งด่านสกัดของทางตำรวจอย่างแข็งแรง มีกำลังทหาร ตำรวจ ดูแลใน 6 ด่าน คือ พญาไท ศาลาแดง แยกพระราม4-นราธิวาส อังรีดูนังต์ และอโศกมนตรี ภารกิจหลักคือการทำหน้าที่ตรวจสอบบุคคลต้องสงสัยไม่ให้ลักลอบนำอาวุธสงครามเข้าออกพื้นที่บริเวณแยกราชประสงค์ หากนำเข้ามาจะจับกุมทันที

 ต่อมาเวลา 16.00 น. นายสุเทพเป็นประธานการประชุม ศอฉ.อีกรอบ โดยมี ผบ.ตร. ตำรวจภูธรภาค 1-7 บก.น.1-9 ขณะที่ฝ่ายทหารมี ผบ.ทบ.และนายทหารระดับเจ้ากรม เข้าประชุมสรุปสถานการณ์แนวทางทำความเข้าใจการปฏิบัติงานในการคลี่คลายสถานการณ์เพื่อให้ประชาชนได้รับความปลอดภัย เนื่องจากประชาชนได้รับความเดือดร้อน โดยซักซ้อมและเตรียมการขอพื้นที่คืน หรือจะเรียกว่าการสลายการชุมนุม ซึ่งมีความพร้อมเรื่องการใช้กำลัง รอวัน ว. เวลา น. ว่าจะดำเนินการเมื่อไร

 พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ปฎิบัติตามกรอบ 7 ประการ ไม่มีการใช้กระสุน หรืออาวุธ หากใช้ก็ยิงขึ้นฟ้า แม้ขณะนี้สถานการณ์เปลี่ยนแต่การปฎิบัติงานก็จะยึดหลักสากล จากเบาไปหนัก ซึ่งการปฏิบัติงานจะไม่ให้ผู้ชุมนุมเข้าถึงตัวเจ้าหน้าที่ในระยะ 100 เมตร หากเข้ามาจะเตือนด้วยแก๊สน้ำตาและเครื่องขยายเสียง เพื่อไม่ให้ผ่านเข้ามาในระยะ 30-40 หลา เจ้าหน้าที่จะพกอาวุธปืนลูกซอง โดยมีการดำเนินการดังนี้ 1.จะดำเนินการซักซ้อมเพื่อชี้แจงสังคมให้ได้ว่าเราไม่ได้มุ่งหมายเอาชีวิต 2.มีความสมเหตุสมผล 3.มีกำลังเพียงพอที่จะไม่ให้ผู้ชุมนุมกระทำความผิด

การ์ดนปช.ต่อท่อแก๊สเตรียมพ่นไฟใส่ทหาร

 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการตั้งด่านสกัดกั้นของนปช. ที่แยกศาลาแดง โดยบริเวณด้านหลังแนวกั้นยางรถยนต์ การ์ดนปช.ได้นำถังแก๊สหุงอาหารจำนวน 10 ถัง มาวางไว้พร้อมกับนำยางรถยนต์มาคลุมไว้เพื่ออำพราง และได้มีการต่อท่อสายยางออกไปบริเวณด้านหน้าแนวกั้นตลอดทั้งแนว จากการสอบถามการ์ด นปช.รายหนึ่งอธิบายว่า เป็นการเตรียมรับมือหากมีทหารเข้ามาสลายการชุมนุม โดยจะเปิดวาล์วถังแก๊สพร้อมกับจุดไฟ เพื่อใช้พ่นไฟใส่ทหาร

 นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า มีการแจ้งไปยังด่านทุกด่านบริเวณรอบที่ชุมนุม ว่าไม่อนุญาตให้นำรถมอเตอร์ไซค์มาจอดภายในอย่างเด็ดขาดเพื่อการรักษาความปลอดภัย โดยให้จอดไว้ด้านนอก ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากผู้เข้าชุมนุม

"อภิสิทธิ์"ลั่นไม่ประนีประนอมกับม๊อบปิดถนน

เมื่อเวลา 17.00 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังการประชุมส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ว่า ส.ส.หลายคนแสดงความรู้สึกอึดอัดของประชานที่มีต่อรัฐบาล 2 เรื่องคือ 1.เมื่อไหร่รัฐบาลจะจัดการกลุ่มผู้ชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์ และ 2.การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงที่ปิดถนนในสถานที่ต่างๆ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงว่า แม้รัฐบาลจะสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์แต่ปัญหาก็ยังไม่จบ เพราะเป้าหมายของแกนนำคือต้องการให้รัฐบาลใช้ความรุนแรง เมื่อรัฐบาลเข้าไปดำเนินการก็จะสุ่มเสี่ยงต่อการเปิดโอกาสให้เกิดกองกำลังไม่ทราบฝ่ายเข้ามายังผู้ชุมนุมและจะเกิดความสูญเสียได้ แกนนำก็จะนำประเด็นนี้ไปหากินในการโจมตีรัฐบาลต่อไป

ลั่นไม่ประนีประนอมกับม็อบปิดถนน

 นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรียังฝากบอกประชาชนด้วยว่า เข้าใจความรู้สึกของประชาชน แต่ถ้ารัฐบาลจะเข้าไปดำเนินการก็จะเข้าทางกลุ่มคนเสื้อแดง ดังนั้นเจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องใช้ความระมัดระวัง เพราะความสูญเสียที่เกิดขึ้นจะถูกนำมาปลุกระดมมวลชนทั้งประเทศเพื่อนำไปสู่การมีรัฐไทยใหม่ ส่วนประเด็นที่ประชาชนรู้สึกอึดอัดต่อการชุมนุมและการปิดถนนในบริเวณต่างๆนั้น นายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า จะไม่มีการประนีประนอมกับกลุ่มคนที่ปิดถนนและตั้งด่านเถื่อนเพื่อตรวจค้นประชาชน ต้องใช้กำลังเจ้าหน้าที่เข้าสลายพร้อมกับจับกุมแกนนำในพื้นที่

แจงต้องใช้กระสุนจริงเพราะผู้ชุมนุมพกอาวุธอันตราย

 นพ.วรงค์ กล่าวอีกว่า ที่ประชุมยังชื่นชมกองกำลังเจ้าหน้าที่จากค่ายพญาจักรี ที่ จ.พิษณุโลก ซึ่งฝ่าด่านการปิดกั้นของผู้ชุมนุมที่จ.พิษณุโลกโดยไม่มีการสูญเสียด้วย นายกรัฐมนตรียังย้ำด้วยว่า ได้สั่งการไปยังผู้ว่าฯ ทั่วประเทศให้ดำเนินการอย่างเฉียบขาดทั้งในส่วนของทหารและตำรวจ ทั้งนี้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้รับความร่วมมือจากกระทรวงมหาดไทยเป็นอย่างดี เช่น เรื่องการขออาวุธปืนมาเป็นส่วนประกอบในการปฏิบัติหน้าที่ เพราะขณะนี้เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องใช้อาวุธที่มีกระสุนจริงด้วย เนื่องจากทางกลุ่มผู้ชุมนุมมีการพกอาวุธที่ก่ออันตราย

ให้ส.ว.เปิดอภิปรายตามม.161วันที่ 3 พ.ค.

 ส่วนกรณีที่มีการปล่อยข่าวลือเพื่อชี้ให้เห็นว่ารัฐบาล ทหาร และตำรวจมีปัญหากันนั้น นพ.วรงค์ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่า ขบวนการเหล่านี้เป็นเพียงขบวนการข่าวปล่อยเพื่อดิสเครดิตรัฐบาล ขณะนี้รัฐบาลกำลังรุกคืบการปฏิบัติหน้าที่ของกลุ่มมวลชนหรือแกนนำต่างๆ ซึ่งรัฐบาลก็ทราบว่าแกนนำได้รับการกดดันจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงพยายามสร้างกระแสให้เกิดความขัดแย้ง อย่างไรก็ตามครม.ได้มีมติให้ส.ว.เปิดอภิปรายตามรัฐธรรมนูญมาตรา 161 ในวันที่ 3 พ.ค. ซึ่งถือว่าเป็นไปตามสิทธิของส.ว.ที่จะขอเปิดอภิปราย ส่วนการเปิดประชุมร่วมรัฐสภาตามมาตรา 179 นั้น ครม.เห็นชอบให้เปิดประชุมได้แต่ยังไม่สามารถระบุวันเวลาที่แน่นอน เนื่องจากสถานการณ์การเมืองขณะนี้ยังละเอียดอ่อน หากรัฐบาลต้องชี้แจงทั้งหมดในช่วงนี้ถือว่าล่อแหลม เพราะส.ส.พรรคเพื่อไทยถือเป็นคู่กรณีกลุ่มหนึ่งที่ขึ้นเวทีคนเสื้อแดง ดังนั้นรัฐบาลจึงมีความเห็นว่ารอให้ผ่านวันที่ 3 พ.ค.ไปก่อน ถึงจะกำหนดวันที่เหมาะสมอีกครั้ง แต่ยืนยันว่าจะต้องมีการประชุมร่วมรัฐสภาเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

โฆษกปชป.ยันแจงภารกิจหลัก 5 ประการของรัฐบาล

 นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังการประชุมส.ส.พรรคว่า ที่ประชุมมีหารือร่วมกันกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคงว่า ขณะนี้มีภารกิจหลักอยู่ 5 ประการที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันเพื่อเผชิญและแก้ไขปัญหาวิกฤตของชาติคือ 1.ภารกิจในการรักษาชาติบ้านเมืองและสถาบันหลักของประเทศไม่ให้ถูกดึงเข้ามาสู่ความขัดแย้งทางการเมือง หรือให้แนวทางความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองและสถาปนารัฐไทยใหม่นั้นสัมฤทธิ์ผล โดยเรื่องนี้สนับสนุนแนวทางของศอฉ.ที่มีการโยงใยว่ามีการดำเนินการในลักษณะที่บั่นทอนสถาบันสูงสุดของชาติ

 นพ.บุรณัชย์ กล่าวอีกว่า 2.การคุ้มครองประชาชนคนส่วนใหญ่ในประเทศจากการก่อวินาศกรรมและการคุกคามโดยการก่อการร้ายเพื่อสร้างความหวาดกลัวในสังคม รวมไปถึงการดูแลความปลอดภัยของประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่มีการชุมนุมทางการเมืองเพื่อต่อต้านและแสดงความไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมของกลุ่มนปช.ที่มีการดำเนินการในลักษณะที่คุกคามต่อความสงบเรียบร้อยของประเทศในหลายวิธีการด้วยกัน 3.ดำเนินการโดยเด็ดขาดเพื่อจับกุมไล่ล่ากลุ่มคนและกองกำลังที่ใช้อาวุธสงครามทำร้ายทั้งประชาชน เจ้าหน้าที่ และพวกเดียวกันในวันที่ 10 เม.ย.และวันที่ 22 เม.ย.

 4.การดำเนินการอย่างเด็ดขาดต่อการยกระดับความรุนแรงโดยการสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน คุกคามสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งพรรคมองว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวเพื่อหวังผลในการสร้างปฏิกิริยาตอบโต้จากทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชน เพื่อหวังให้สถานการณ์ลุกลามบานปลาย พรรคถือว่าการดำเนินการดังกล่าวในทุกกรณีจะต้องถูกสลายโดยเด็ดขาด ทั้งการตั้งด่านและการคุกคามความปลอดภัยหรือเสรีภาพส่วนบุคคลจากการปิดถนนหรือการดำเนินการอื่นๆ และ 5.การเตรียมการของกลุ่มนปช.และผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองที่จะใช้ยุทธศาสตร์การบิดเบือนความจริง การปลุกระดมด้วยความเท็จ และการยั่วยุด้วยวิธีการต่างๆ โดยหวังว่าจะเป็นชนวนเหตุความรุนแรงที่จะนำไปสู่การเผชิญหน้าและปะทะกันระหว่างประชาชนและนำไปสู่สงครามประชาชน ทั้งนี้รัฐบาลหวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคมเพื่อบรรลุภารกิจทั้ง 5 ประการในการรักษาชาติบ้านเมืองให้ผ่านพ้นวิกฤต

เซ็นทรัลปัดข่าวแดงใช้เซ็นทรัลเวิลด์เป็นแหล่งซ่องสุมอาวุธ

 นายศกร ทวีสิน ผู้จัดการอาวุโส แผนกประชาสัมพันธ์ บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ได้ส่งอีเมลชี้แจงสื่อมวลชน กรณีมีรายงานข่าวว่ากลุ่มเสื้อแดงใช้ลานจอดรถห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล เวิลด์ มีพฤติกรรมซ่องสุมกำลังและอาวุธ ใจความว่า บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ขอเรียนยืนยันว่า ไม่มีการซ่องสุมกำลังใดๆ ในบริเวณพื้นที่ของเซ็นทรัลเวิลด์แน่นอน เนื่องจากบริษัทฯ ได้มีการตั้งจุดตรวจ และมีเจ้าหน้าที่ตรวจค้นผู้ที่เข้ามาในบริเวณศูนย์ฯ ทุกทางเข้า-ออก และมีเจ้าหน้าที่ตรวจตราความเรียบร้อยภายในบริเวณศูนย์ฯ ตลอดเวลา เพื่อรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มที่ จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น

ศปก.ตร.ยันเสริมกำลังต้องพกอาวุธ

 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.ต.ประวุฒิ ถาวรศิริ รองผู้บัญชาการสำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(รองผบช.สทส.)ในฐานะโฆษกศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ศปก.ตร.) กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสว่าตำรวจเป็นผู้แจ้งแก่กลุ่มคนเสื้อแดงให้มาปิดกั้นกองกำลังที่เดินทางจากต่างจังหวัดมาดูแลการชุมนุมในกทม. เพราะไม่ต้องการอยากเข้ามาสลายการชุมนุม ว่า หากวิเคราะห์แล้วทำเช่นนั้น เพื่อจะขัดขวางการเดินทางเข้ามาปฎิบัติหน้าที่ มันไม่มีประโยชน์ เพราะถึงอย่างไรก็ต้องเข้ามาปฎิบัติหน้าที่อยู่ดี เดินทางมาวันนี้ไม่ได้ก็ต้องถูกทยอยส่งมาวันหลัง

 เมื่อถามว่าตำรวจจะมีคำสั่งเข้ามาเพื่อสลายการชุมนุมหรือไม่พล.ต.ต.ประวุฒิ กล่าวว่า การเข้ามาดูแลปฎิบัติหน้าที่กับผู้ชุมนุมเหมือนเดิม ไม่มีภาระจะสลายการชุมนุม เข้ามาเพื่อเปลี่ยนผลัด ซึ่งกำลังที่จะเข้ามาเพื่อสนธิกำลังส่งมอบให้ขึ้นแผนยุทธการกับ ศอฉ. ยกเว้นกำลังบางส่วนที่เข้ามาดูแลสถานที่ตั้งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็ขึ้นยุทธการกับตร.

 “ตำรวจที่เข้ามามีการสั่งการให้นำอาวุธประจำหน่วยมาด้วย แต่ต้องปฎิบัติการให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ เพราะเหตุการณ์พบว่ามีกลุ่มผู้ไม่หวังดีใช้อาวุธ ตำรวจต้องมีอาวุธไว้ป้องกันตัวยามจำเป็น แต่ไม่ได้หมายความว่าจำนำอาวุธมาอยู่ใกล้ผู้ชุมนุม นำอาวุธมาเพื่อแก้ไขปัญหาเท่านั้น ทุกหน่วยยังยึดหลักการเดิมคือต้องอยู่ในที่ตั้ง จะออกมาได้หากมีเหตุการณ์หรือได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาเท่านั้น ตำรวจที่ดูแลผู้ชุมนุมยังเหมือนเดิม ไม่มีอาวุธ อย่ากังวลว่าตำรวจที่นำอาวุธมาแล้วจะมาปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมหรือสลายผู้ชุมนุม ยังไม่มีคำสั่งให้สลายการชุมนุม ซึ่งตำรวจตอบไม่ได้ ตอบแทนศอฉ.ไม่ได้ เป็นหน้าที่ศอฉ. ” โฆษก ศปก.ตร. กล่าว

ระดมสมองบก.นสพ.เสนอบทบาทสื่อผ่าทางตันวิกฤต

 ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ร่วมกับสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดการประชุมระดมความเห็นเรื่อง “บทบาทหนังสือพิมพ์ในภาวะวิกฤตประเทศ” โดยเชิญที่ปรึกษา และบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฉบับหลักๆ เข้าร่วมพร้อมทั้งมีผู้แทนสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทยและสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เข้าร่วมด้วย

 นายพรชัย ปุณณวัฒนาพร เลขาธิการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีข้อเสนอที่หลากหลายทั้งข้อเสนอต่อองค์กรวิชาชีพ และข้อเสนอต่อหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ อาทิ การตอกย้ำให้หนังสือพิมพ์ยืนยันในหลักการของเสรีภาพสื่อ และการไหลเวียนของข่าวสารโดยเสรี โดยต้องไม่ปล่อยให้ข่าวลือเข้ามาปิดกั้นครอบงำ ขณะเดียวกัน องค์กรวิชาชีพสื่อต้องแสดงออกถึงความห่วงใยต่อการปิดกั้นข่าวสารของรัฐบาล แต่มีข้อยกเว้นกรณีที่สื่อนั้นยุยงให้เกิดคนเกลียดชังกันและนำไปสู่ความรุนแรง รวมถึงความห่วงใยที่มีต่อการคุกคามนักข่าวในรูปแบบต่าง ๆ ระหว่างที่มีเหตุวิกฤตทางการเมือง

 เลขาธิการสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอให้องค์กรวิชาชีพสื่อเสนอหลักการปฏิบัติต่อสื่อของคู่ขัดแย้งในลักษณะที่ยอมรับร่วมกัน พร้อมทั้งชี้ให้เห็นจุดอ่อนการทำงานของนักข่าวไทยในการรายงานข่าวในสถานกาณ์ความขัดแย้ง นอกจากนี้  ยังควรเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพการทำหน้าที่ของสื่อ รวมทั้งควรเรียกร้องให้สมาชิกองค์กรวิชาชีพสื่อปฏิบัติงานโดยวางตัวเป็นกลางและทำหน้าที่อย่างมืออาชีพ เพื่อเป็นองค์กรหลักของสังคมประชาธิปไตย  และหากเป็นไปได้ สื่อควรตรวจสอบตัวเองว่า ได้ทำหน้าที่ครบถ้วนแล้วหรือไม่

 “บรรณาธิการอาวุโสบางคน บอกว่า สื่อควรเรียกร้องให้คู่ขัดแย้งแก้ไขปัญหากันด้วยการเจรจา  เพราะหากไม่เจรจาก็อาจนำไปสู่การบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก ซึ่งทุกคนไม่ปรารถนาให้เกิดขึ้น ดังนั้น องค์กรสื่อและสื่อทั้งหลายต้องย้ำในเรื่องสันติวิธี และที่น่าเป็นห่วงคือ สื่อที่สร้างความเกลียดชัง ปลุกระดมให้คนโกรธและพร้อมที่จะใช้ความรุนแรง ดังนั้นสื่อต้องมีขันติ อดทนอดกลั้นต่อความเห็นที่แตกต่างกัน” นายพรชัย กล่าว

 นายพรชัย กล่าวด้วยว่า บรรณธิการหนังสือพิมพ์อาวุโสหลายคนเสนอว่า  หากสื่อยึดมั่นในจริยธรรม ก็ไม่มีปัญหาในการรายงานข่าว แต่หากมีอคติ การทำหน้าที่ก็จะแปลกแยกไป จึงต้องช่วยกันตรวจตราไม่ให้ข้อเขียนหรือข่าวที่เต็มไปด้วยอคติหรือผลประโยชน์ส่วนตัวถูกนำเสนอออกมา  ทั้งนี้ การสื่อสารที่ดี ต้องมีอคติน้อยที่สุด มุ่งไปสู่การลดความรุนแรง ไม่กระพือข่าวลือ ควรกลั่นกรองมิให้มีการพาดหัวข่าวที่ใช้คำรุนแรงกล่าวหากัน ที่สำคัญคือ สื่อควรยึดความเป็นมืออาชีพให้เหนียวแน่น

 “แม้การค้นหาความจริงในปัจจุบันทำได้ยาก แต่จำเป็นต้องทำ เพื่อช่วยลดความขัดแย้งลง ซึ่งต้องทำด้วยความไม่มีอคติ โดยต้องเปิดพื้นที่ให้กลุ่มต่างๆ อย่างทั่วถึง และไม่เน้นเฉพาะคู่ขัดแย้งอย่างเท่าเทียมกัน องค์กรวิชาชีพสื่อสามารถเสริมเรื่องข้อเท็จจริงได้โดยการนำข้อเท็จจริงจากนักข่าวมานำเสนอ อาจส่งเสริมเรื่องนี้ให้มากขึ้น และควรร่วมกันองค์กรด้านวิชาการติติงสมาชิกที่ไม่ทำหน้าที่ตามหลักวิชาชีพอย่างสร้างสรรค์ นอกจากนี้ ยังข้อเสนอให้เร่งรัดเรื่องการปฏิรูปสื่อทั้งในด้านกฎหมายและสร้างกลไกการตรวจสอบกันเองให้เข้มแข็งขึ้น” เลขาธิการสภาการหนังสือพิมพ์ฯ กล่าวในที่สุด

 นายพรชัย กล่าวในตอนท้ายว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังมอบหมายให้ 4 องค์กรวิชาชีพได้แก่ สภาการหนังสือพิมพ์ฯ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์ฯ และสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ไปหารือร่วมกันต่อไปในการกำหนดท่าที ทิศทางและการแสดงบทบาทของสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่อออนไลน์ และสื่ออื่น ๆ ท่ามกลางภาวะวิกฤตความขัดแย้งทางความคิดเห็นของผู้คนในสังคม เพื่อให้สังคมได้กลับคืนสู่ความปกติสุขดังเดิม.