
ความหวังและ"ลูกผู้ชาย...ตายเพื่อชาติ"
ว่ากันว่าสิ่งซึ่งเป็นพลังสำคัญในการผลักดันให้มนุษย์ยืนหยัดต่อสู้กับวิกฤติต่างๆ ในชีวิต แม้ในยามที่มืดมนอย่างที่สุด ก็คือความหวัง เราอาจหวังที่จะได้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ หวังว่าจะพบกองไฟกองเล็กสักกองในคืนที่เหน็บหนาว
หรือหวังที่จะได้ดื่มน้ำสักอึกในยามที่โหยกระหาย แล้วความหวังเหล่านี้แหละครับที่ทำให้คนเรามีกำลังใจที่จะอดทนกับความทุกข์ยาก และก้าวเดินต่อไปข้างหน้า ด้วยความหวังว่า ปัญหาต่างๆ ที่กำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้นั้น จะต้องคลี่คลายลง จะต้องมีทางออกที่เหมาะสม และเราจะต้องผ่านพ้นไปได้ด้วยดี
บางคนอาจคิดว่าความฝันเป็นมายาที่มนุษย์เราสร้างขึ้นมาหลอกตัวเองหรือปลอบประโลมจิตใจ และเป็นสิ่งที่ไม่มีทางเป็นจริงได้ โดยเฉพาะในภาวการณ์อันเลวร้ายในชีวิตจริง แต่ถ้าย้อนกลับไปมองประวัติศาสตร์ เราก็จะพบว่า หลายครั้งหลายหนที่ความหวังได้ช่วยนำพาผู้คนให้รอดพ้นจากความตกต่ำ คับขัน และอับจน ชนิดที่จวนเจียนจะหมดสิ้นกำลังใจมาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวอังกฤษในกรุงลอนดอนช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ที่ถูกฝูงบินเยอรมันถล่มด้วยระเบิดแบบไม่ให้ลืมหูลืมตา หรือชาวญี่ปุ่นหลังจากที่เจอพิษสงของระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรจิมาและนางาซากิรวมทั้งการถูกยึดครองประเทศโดยอเมริกัน แต่ทั้งอังกฤษและญี่ปุ่นสามารถผ่านพ้นเหตุการณ์ดังกล่าวมาได้ก็ด้วยความหวัง...
มีเรื่องเล่าว่า ทุกๆ เช้า คนอังกฤษจะตื่นขึ้นมามองดูกรุงลอนดอนที่จมอยู่ในซากปรักหักพัง ด้วยความหวังว่าอีกไม่นานพวกเขาจะต้องบูรณะซ่อมแซมเมืองหลวงของตนให้ดีดังเดิม และก็มีเรื่องเล่าว่า คนญี่ปุ่นจะเฝ้าดูพระอาทิตย์ขึ้นพร้อมกับบอกตัวเองว่า "The Sun Always Rises" หรือ "พระอาทิตย์จะต้องฉายแสงทุกรุ่งอรุณ"
เราอาจคิดว่าสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเรานั้นเป็นสิ่งที่ย่ำแย่อย่างยิ่ง แต่มันจะยิ่งแย่ขึ้นไปใหญ่ ถ้าเราไม่มีความหวังว่าจะสามารถผ่านพ้นห้วงเวลาเหล่านั้นไปได้ หรือหวังว่าจะมีสิ่งที่ดีๆ อุบัติขึ้นในอีกไม่ช้าไม่นานนี้
และถ้าเมื่อใดก็ตามที่รู้สึกท้อแท้ก็จงมองออกไปให้ไกลกว่าจุดที่เรายืนอยู่ และลองมองดูว่ามีที่ไหนในโลกใบนี้ที่ไม่เคยมีปัญหาหรือความขัดแย้ง และมีกี่แห่งในโลกที่พานพบกับความวุ่นวายยุ่งเหยิง ความไม่เข้าใจกัน และความรุนแรงต่างๆ แล้วหาคำตอบว่าดินแดนเหล่านั้นผ่านพ้นเรื่องเหล่านั้นมาได้อย่างไร และเราก็อาจจะมีความหวังเพิ่มขึ้นว่า เราจะสามารถหาวิธีแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น และรอดพ้นจากหนทางที่ตีบตันไปได้ในที่สุด
ผมอยากเห็นคุณๆ ทุกคนมีความหวังที่สวยงามสำหรับประเทศไทยของเรา ซึ่งเริ่มต้นง่ายๆ เช่นเดียวกับที่คนอังกฤษตื่นขึ้นมามองดูกรุงลอนดอนในตอนเช้า หรือคนญี่ปุ่นเฝ้าดูพระอาทิตย์ขึ้นยามรุ่งอรุณ และตั้งปณิธานกับตัวคุณเองว่า คุณหวังที่จะเห็นประเทศไทยเป็นเช่นไรในวันนี้
ท้ายคอลัมน์วันนี้ ขอชวนเชิญคุณผู้อ่านร่วมงานแถลงข่าวเปิดโครงการวรรณกรรมเพื่อชาติและชีวนิยาย "ลูกผู้ชาย...ตายเพื่อชาติ" ที่สถาบันดนตรียามาฮ่า (สยามกลการ) อาคารเอ็มโพเรี่ยม ชั้น 9 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ในวันพุธที่ 28 เมษายน 2553 เวลา 10.00-12.00 น. และสัมผัสกับบรรยากาศเมืองไทยสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง สำหรับ "ลูกผู้ชาย...ตายเพื่อชาติ" นี้ เป็นเรื่องที่ผมเขียนขึ้นจากชีวิตจริงและปฏิบัติการลับในช่วงที่เป็นเสรีไทยสายอเมริกา ของ ศ.ดร.บุญรอด บิณฑสันต์ เจ้าของรหัส "เบน" ซึ่งสะท้อนถึงความสามัคคี ความรักชาติและการเสียสละแม้กระทั่งชีวิตเพื่อชาติ โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ ของคนไทยในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง
ครับ ความตั้งใจของผมและเพื่อนๆ ในการทำโครงการวรรณกรรมเพื่อชาติ และเขียนชีวนิยายเรื่อง
"ลูกผู้ชาย...ตายเพื่อชาติ" นี้ ก็เพื่อต้องการที่จะปลุกความรู้สึกคนไทยให้รักชาติ และรักคนร่วมชาติ ด้วยความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันครับ



