
น้อมรับใส่เกล้าสำนึกในหน้าที่
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสต่อคณะผู้พิพากษาประจำศาลยุติธรรม ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนรับหน้าที่ เมื่อวันจันทร์ (26) ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารเฉลิมพระเกียรติ ศิริราชพยาบาล ความตอนหนึ่ง
ว่า "..การที่ท่านมารับหน้าที่เป็นการดีที่จะช่วยประเทศชาติ ให้คนในชาติปฏิบัติตนให้เคร่งครัด สุจริต ในประเทศอาจจะมีคนที่ลืมหน้าที่ของตนได้ ท่านแสดงเป็นตัวอย่างว่า มีผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด อย่างสุจริต ฉะนั้นท่านมีหน้าที่ที่สำคัญมาก" ถึงแม้จะให้ข้อเตือนสติแก่บรรดาตุลาการใหม่ ที่ต้องทำหน้าที่อำนวยความยุติธรรมในนามของพระปรมาภิไธย แต่พระราชดำรัสที่ทรงเน้นย้ำให้ตระหนักถึงหน้าที่นั้น ก็ย่อมมีนัยสำคัญที่อาณาประชาราษฎร์ จักต้องน้อมใส่เกล้าสำนึกตระหนักด้วย
ในยามบ้านเมืองสับสน วุ่นวาย ด้วยสถานการณ์ความขัดแย้งของคนไทยที่แตกแยกกันไปหลายหมู่เหล่าขณะนี้ คนไทยจำนวนหนึ่งเรียกร้องแต่สิทธิ เรียกร้องแต่ความเป็นธรรม เรียกร้องแต่สิ่งที่จะตอบสนองความพึงพอใจของตนเอง เช่น การชุมนุมเรียกร้องทางการเมือง แต่ในขณะเดียวกันก็ละลืมว่าเมื่อมีสิทธิแล้ว ก็ต้องมีหน้าที่ควบคุมกันไปด้วย คล้ายกับว่า ทุกคนมีสิทธิที่จะยื่นมือออกไปสุดแขน ตราบเท่าที่ไม่ไปทิ่มหู ทิ่มตาคนอื่น นั่นอาจเรียกได้ว่าเป็นการใช้สิทธิที่ถูกต้อง เพราะได้คำนึงถึงหน้าที่ที่จะไม่ไปละเมิดสิทธิของผู้อื่นแล้ว ดังนั้น คนไทยไม่ว่าจะเป็นกลุ่มใด เสื้อสีใด พึงต้องคำนึงถึงการใช้สิทธิที่จะไม่ไปละเมิด หรือสร้างความเดือดร้อน รำคาญให้แก่ผู้อื่น
ครั้งหนึ่ง มีพระราชดำรัสพระราชทานแก่คณะผู้แทนสมาคม องค์การเกี่ยวกับศาสนา ที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายพระพรชัยมงคล ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2517 ความว่า "..ถ้าแต่ละคนทำหน้าที่ทั้งในหน้าที่ที่มี ทั้งหน้าที่ที่ได้ตั้งไว้กับตัวหรืออาชีพ ทั้งในหน้าที่ที่มีในทางที่เป็นคนไทย เป็นมนุษย์ ที่จะต้องมีความเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน ถ้ามีความคิดที่เที่ยงตรง ที่มีเหตุผล ไม่ได้หมายความว่า จะต้องเห็นด้วย เห็นพ้องกันเสมอ ไม่หมายความว่า ถ้าใครพูดอะไรไปจะต้องถือว่าใช่แล้ว ยกมือเป็นแบบในที่เขาล้อกันในสภา มีความคิดความเห็นต่างกันได้ แต่ก็ถ้าพูดกันด้วยเหตุผลแล้ว ไม่ใช่มิจฉาทิฐิ คือไม่ถือเอาเหตุผลลับๆ ล่อๆ มาใช้ เชื่อว่าเราอยู่ด้วยกันได้อย่างดี"
ไม่เพียงหน้าที่ของผู้พิพากษา จะต้องซื่อสัตย์สุจริต เข้มแข็ง รักษาความซื่อสัตย์สุจริตไว้ตลอดเวลาที่ปฏิบัติหน้าที่ ตลอดชีวิต ดังที่มีพระราชดำรัสเท่านั้น หากแต่ยังมีพระราชดำรัสเรื่องหน้าที่ของคนไทยทั่วไปในหลายครั้ง หลายวาระด้วย ทรงย้ำเตือนให้สำนึกในหน้าที่ทั้งความเป็นคนไทย และหน้าที่ของความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะในสังคมที่ย่อมมีความคิด ความเห็นต่างกันได้ แต่ถ้าพูดด้วยเหตุผล ไม่ใช้มิจฉาทิฐิ ทุกคนก็อยู่ด้วยกันได้อย่างมีความสงบสุข ปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยวันนี้ เพราะคนไทยจำนวนหนึ่ง ใช้มิจฉาทิฐิเป็นที่ตั้ง การแสวงหาทางออกด้วยเหตุและผล ถูกมองข้ามไป การทลายกำแพงมิจฉาทิฐิ จึงเป็นภารกิจเบื้องแรกก่อนที่จะไปพูดกันถึงเหตุผล



