ข่าว

ดีเอสไอยันไม่มีการบีบบังคับเมธีให้การรับสารภาพ

ดีเอสไอยันไม่มีการบีบบังคับเมธีให้การรับสารภาพ

27 เม.ย. 2553

"หมอพรทิพย์" เผยผลตรวจหมวกไหมพรมในรถเมธีพบดีเอ็นเอบุคคลที่เกี่ยวข้อง พร้อมส่งรายงานวิถียิงเอ็ม 79 ถล่มแยกศาลาแดงให้นายกฯแล้ว นักกม.สิทธิมนุษยชนออกแถลงการณ์กรณีควบคุมตัวเมธี

(27เม.ย.) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงการให้ปากคำของนายเมธี อมรวุฒิกุล แนวร่วมนปช. ว่าอาจไม่ใช้ข้อเท็จจริงที่มาจากนายเมธีทั้งหมดว่า นายเมธีได้ให้การเบื้องต้นขณะถูกจับกุม และให้ปากคำอย่างเป็นทางการกับพนักงานสอบสวนดีเอสไอถึง 3 ครั้ง โดยไม่มีการข่มขู่หรือบีบบังคับให้นายเมธีให้การ จากข้อเท็จจริงซึ่งตนได้มีโอกาสอยู่ร่วมในการสอบปากคำนั้น นายเมธีไม่ได้ตั้งใจสารภาพ แต่เป็นการให้ปากคำด้วยความภาคภูมิใจว่าตัวเองได้มีส่วนร่วมกับปฏิบัติการต่างๆ ซึ่งเป็นภารกิจในแนวทางที่ตัวเองมีความเชื่ออยู่ แต่ในส่วนของข้อเท็จจริงต้องยอมรับว่าคำให้การดังกล่าวถือเป็นการยอมรับว่ามีส่วนร่วมในการกระทำผิด ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการสอบสวน

 นายธาริตกล่าวถึงกรณีที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) ได้เผยแพร่รายชื่อเครือข่ายขบวนการจาบจ้วงสถาบันว่า เรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวพันกับเงื่อนไขหลัก 4 ข้อ ในการก่อการร้ายและความผิดอาญาอุกฉกรรจ์ ที่คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) มีมติรับเป็นคดีพิเศษอันประกอบด้วย การก่อการร้าย , การข่มขู่รัฐบาล , การทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชน และการกระทำความผิดอาวุธยุทธภัณฑ์ ดังนั้น ดีเอสไอจึงยังไม่มีหน้าที่ต้องเข้าไปสอบสวน เว้นแต่จะมีการเสนอเข้าสู่ที่ประชุมกคพ.ให้มีมติให้รับไว้เป็นคดีพิเศษ ดีเอสไอจึงจะเข้าไปดำเนินการได้

 ส่วนกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เว็บไซค์ไทม์ส ออนไลน์ เป็นภาษาอังกฤษ มีเนื้อหาในลักษณะพาดพิงเบื้องสูงนั้น อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลและการรอความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสถาบัน เพื่อจะได้ความเห็นที่เป็นกลางที่สุด เบื้องต้นได้มอบหมายให้พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล ผบ.สำนักกิจการต่างประเทศและคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวน

"หมอพรทิพย์"เผยผลตรวจรถ"เมธี"พบดีเอ็นเอบุคคลที่เกี่ยวข้อง

 พญ.คุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เปิดเผยผลการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์จากวัตถุพยานในรถของนายเมธี อมรวุฒิกุล แนวร่วมคนเสื้อแดง ว่า จากการส่งตรวจสารพันธุกรรม หรือดีเอ็นเอ พบดีเอ็นเอบุคคลต้องสงสัยจำนวนหนึ่งจากเหงื่อในหมวกไหมพรมที่อยู่ในรถนายเมธี ซึ่งผลตรวจดีเอ็นเอที่ได้เป็นประโยชน์ในการขยายผลการสืบสวนสอบสวนถึงบุคคลร่วมปฏิบัติการกับนายเมธี ส่วนการตรวจสารระเบิดในรถนายเมธีนั้น ปริมาณสารระเบิดมีน้อยเกินกว่าจะตรวจพบ ขณะนี้จึงรอเพียงผลตรวจเขม่าดินปืน

 พญ.คุณหญิง พรทิพย์ กล่าวถึงการตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ในเหตุระเบิดที่แยกศาลาแดง ถนนสีลม ว่า สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ได้รับมอบหมายให้ตรวจวิถีการยิงเอ็ม 79 ทั้ง 5 ลูก และตรวจสารประกอบของวัตถุพยานในเหตุการณ์ ซึ่งตนได้สรุปวิถีการยิงระเบิดทั้ง 5 ลูกนำเสนอนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และเสนอนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีแล้ว ส่วนสรุปวิถีการยิงว่ามาจากจุดใด ขอให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้เปิดเผยตนไม่ขอเปิดเผยเพราะความลับในสำนวนคดี

นักกม.สิทธิมนุษยชนออกแถลงการณ์กรณีควบคุมตัวเมธี

  เครือข่ายนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนออกแถลงการณ์ความ เรียกร้องรัฐให้คุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรม ต่อกรณีการจับกุมและควบคุมตัวนายเมธี อมรวุฒิกุล และผู้ถูกควบคุมตัวในสถานการณ์ฉุกเฉินว่า
 
 จากกรณีการจับกุม ควบคุมตัว และสอบปากคำ นายเมธี อมรวุฒิกุล ในข้อหามีอาวุธสงครามของทางราชการไว้ในครอบครอง ตั้งแต่วันที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2553 ซึ่งต่อมาได้มีการแถลงข่าวโดยอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเสษ (DSI) ว่า นายเมธี อมรวุฒิกุล ได้รับสารภาพเรื่องอาวุธปืนของทหารที่หายไปในวันที่ 10 เมษายน 2553 ว่าอยู่ในการครอบครองของตน รวมทั้งซัดทอดถึงผู้ก่อการอื่นๆ และขณะนี้ นายเมธี อมรวุฒิกุล ถูกควบคุมตัวภายใต้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ไว้ในสถานที่ซึ่งไม่สามารถเปิดเผยได้ โดยเจ้าหน้าที่จะดำเนินการร้องขอต่อศาลเพื่อควบคุมตัวต่อ จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลง และหลังจากนั้นจะดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมตามปกติต่อไป

 องค์กรและกลุ่มที่มีรายชื่อข้างท้ายนี้ มีความเห็นว่า แม้ในยามที่รัฐใช้อำนาจพิเศษตาม พรก. ฉุกเฉิน การจับกุม การควบคุมตัว และการปฏิบัติต่อบุคคลผู้ถูกจับกุม และควบคุมตัวยังคงต้องยึดตามหลักนิติธรรมและหลักการสิทธิมนุษยชนตามที่ได้รับการรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ตลอดจนกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ( ICCPR ) ซึ่งประเทศไทยมีพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตามในฐานะรัฐภาคี โดยผู้ถูกจับกุมและควบคุมตัวจะต้องได้รับการปฏิบัติอย่างมีมนุษยธรรม และสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรมต้องได้รับการคุ้มครอง เช่น ผู้ถูกควบคุมต้องมีสิทธิได้พบญาติ พบทนายความ และสิทธิในการคัดค้านการควบคุมตัว อีกทั้งต้องเป็นการควบคุมตัวในสถานที่เปิดเผยซึ่งได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ และต้องไม่เป็นการควบคุมตัวโดยปราศจากการติดต่อกับโลกภายนอก เป็นต้น ด้วยสิทธิดังกล่าวเหล่านี้เป็นหลักประกันเพื่อคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ป้องกันการซ้อมทรมานและการปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม รวมทั้งสิทธิในชีวิตของผู้ถูกควบคุมตัว

 นอกจากนี้ บทเรียนการใช้อำนาจตามกฎหมายพิเศษในลักษณะเช่นนี้ โดยปราศจากหลักประกันขึ้นพื้นฐานที่เพียงพอในกระบวนการยุติธรรมสำหรับบุคคลที่ถูกจับกุมและควบคุมตัวปรากฎให้เห็นแล้วในการปฏิบัติภาระกิจเพื่อรักษาความสงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้เกิดการใช้อำนาจโดยมิชอบ ส่งผลให้สิทธิในชีวิต ร่างกาย และศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของผู้ที่อยู่ภายใต้การควบคุมตัวของเจ้าหน้าที่รัฐอยู่ในภาวะที่เสี่ยงต่อการถูกละเมิด การซ้อมทรมาน การบังคับให้สูญหาย อันเป็นการสร้างเงื่อนไขให้เกิดความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น

 ด้วยเหตุผลดังกล่าว องค์กรและกลุ่มที่มีรายชื่อข้างท้ายนี้จึงมีข้อห่วงใยดังต่อไปนี้

 1. ข้อเท็จจริงในเหตุการณ์จับกุมและควบคุมตัวตามที่ปรากฎตามสื่อต่าง ๆ บ่งชี้ว่า นายเมธี อมรวุฒิกุล ถูกควบคุมตัวไว้ในสถานที่ซึ่งไม่เปิดเผย โดยหลังจากที่นายเมธี อมรวุฒิกุล ถูกตำรวจจับกุม ได้มีเจ้าหน้าที่ทหารมารับตัวขึ้นเฮลิปคอปเตอร์ เพื่อนำตัวไปสอบสวนยังเซฟเฮ้าส์ในต่างจังหวัด และขณะนี้นายเมธี อมรวุฒิกุล ยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ทหาร จึงเป็นกรณีการใช้อำนาจการควบคุมตัวที่ไม่เป็นไปตาม พรก.ฉุกเฉิน ที่กำหนดให้ต้องควบคุมตัวในสถานที่ที่กำหนด ซึ่งไม่ใช่สถานที่คุมขัง อีกทั้งยังเป็นการควบคุมตัวในสถานที่ลับ โดยไม่ปรากฎข้อเท็จจริงว่าญาติของนายเมธี อมรวุฒิกุล ได้รับแจ้งเกี่ยวกับสถานที่ควบคุมตัว หรือได้มีการอนุญาตให้ญาติเข้าเยี่ยมแล้วแต่อย่างใด

 2. นอกจากนี้การที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษออกมาแถลงว่า นายเมธี อมรวุฒิกุล ได้รับสารภาพว่ายึดและครอบครองอาวุธปืนจากเจ้าหน้าที่ทหารซึ่งเข้าสลายการชุมนุมในวันที่ 10 เมษายน 2553 โดยไม่ปรากฎข้อเท็จจริงว่า นายเมธี อมรวุฒิกุล ได้พบทนายความ หรือมีทนายความเข้าฟังการสอบสวนด้วย หรือได้มีการแจ้งสิทธิดังกล่าวให้ นายเมธี อมรวุฒิกุล ทราบ ยังเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ถูกควบคุมตัวในการพบทนายความและสิทธิที่จะไม่ให้ปากคำใด ๆ

 3. การใช้อำนาจควบคุมตัวในที่ลับ โดยที่ผู้ถูกควบคุมตัวไม่ได้พบทนายความยังส่งผลกระทบสืบเนื่องต่อสิทธิที่จะคัดค้านการควบคุมตัวต่อศาล เนื่องจากเมื่อไม่สามารถพบและปรึกษาทนายความ ผู้ถูกควบคุมตัวย่อมไม่สามารถใช้สิทธิดังกล่าวได้อย่างเต็มที่

 ดังนั้น องค์กรและกลุ่มที่มีรายชื่อข้างท้ายจึงมีข้อเรียกร้องดังต่อไปนี้

 1. ขอให้รัฐบาลเปิดเผยสถานที่ซึ่งนายเมธี อมรวุฒิกุลและบุคคลอื่นๆ ถูกควบคุมตัวในสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่ในขณะนี้

 2. ญาติของผู้ถูกควบคุมตัวทุกคนจะต้องได้รับแจ้งให้ทราบถึงเหตุผลของการควบคุมตัว และได้รับอนุญาตให้สามารถเข้าเยี่ยมผู้ถูกควบคุมตัวได้ในทุกกรณี

 3. การควบคุมตัวบุคคลโดยอาศัยอำนาจตาม พรก.ฉุกเฉิน มาตรา 12 ประกอบ มาตรา 11 (1) นั้น เป็นการควบคุมตัวเพื่อป้องกันเหตุร้าย หรือ Preventive Detention เท่านั้น และจะปฏิบัติต่อผู้ถูกควบคุมตัวดังเช่นผู้กระทำความผิดมิได้ ดังนั้นหากจะต้องมีการสอบปากคำ ผู้ถูกควบคุมตัวจะต้องมีสิทธิได้พบปรึกษาทนายความ และมีสิทธิให้ทนายความเข้ารับฟังการสอบปากคำด้วย และมีสิทธิที่จะไม่ให้การเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเอง

 4. การควบคุมตัวและการขยายระยะเวลาควบคุมตัวนั้นจะต้องมีเหตุผลที่สมควร และเท่าที่จำเป็น โดยที่รัฐบาลต้องดำเนินการอำนวยความสะดวกให้ผู้ถูกควบคุมตัวสามารถใช้สิทธิคัดค้านการควบคุมตัวได้ และหากมีหลักฐานเพียงพอที่จะสามารถดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาได้แล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่จะต้องใช้อำนาจควบคุมตัวตาม พรก.ฉุกเฉิน อีกต่อไป