
ศาลรธน.เตรียมพิจารณารับคำร้องยุบปชป.28เม.ย.
สดศรี ยืนยันไม่ได้ส่งเผือกร้อนให้ศาล เผยเตรียมส่งสำนวนเงินบริจาค 258 และเงินสนับสนุน 29 ล้าน ให้อัยการสูงสุดสัปดาห์หน้า
(27เม.ย.) นาย เชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า ทางสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องกรณีเงินกองทุนฯ 29 ล้านบาทจาก กกต.แล้วเมื่อวันที่ 26 เม.ย.ที่กกต.ได้ส่งคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคประชาธิปัตย์ในกรณีเงินกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ซึ่งเข้าข่ายตามมาตาม มาตรา 62 และ 65 ของพ.ร.บ.พรรคการเมือง 2541 และมาตรา 82 และ 93 ของพ.ร.บ.พรรคการเมือง 2550
ดังนั้นทางธุรการถือว่ารับคำร้องแล้ว และในวันนี้( 27 เม.ย.) ตนได้นำเสนอไปยังประธานศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อสั่งให้นำเข้าวาระพิจารณาในที่ประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในช่วงเช้าของวันที่ 28 เม.ย.นี้ ทั้งนี้เพื่อดูว่าคำร้องดังกล่าวจะเข้าองค์ประกอบที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับไว้พิจารณาวินิจฉัยหรือไม่ ซึ่งสุดแท้แล้วแต่ตุลาการจะมีคำสั่งออกมาอย่างไร
“สดศรี”ยืนยันไม่ได้ส่งเผือกร้อนให้ศาล
นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง กล่าวถึงความคืบหน้าสำนวนคดีเงินบริจาค 258 ล้านของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ กกต.จะส่งให้อัยการสูงสุดพิจารณาเสนอศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคประชาธิปัตย์ ว่า ตนคาดว่าจะส่งให้อัยการสูงสุดได้ในสัปดาห์หน้า พร้อมกับสำนวนคดีเงินสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้านบาทที่จะส่งไปพร้อมกัน เพราะกรณีนี้เป็นไปตามมาตรา 93 และมาตรา 94 ซึ่งหากอัยการสูงสุดไม่รับพิจารณาในส่วนของเงินสนับสนุนจำนวน 29 ล้านบาทซึ่งก็เป็นดุลยพินิจของทางอัยการเอง ทาง กกต.ก็คิดว่าไม่มีปัญหา เพราะ กกต.ได้ส่งสำนวนนี้โดยตรงถึงศาลรัฐธรรมนูญแล้ว สำหรับในส่วนของเงินบริจาค 258 ล้านบาท หากอัยการสูงสุดเห็นว่าหลักฐานไม่เพียงพอและส่งกลับมาคงต้องมีการตั้งคณะกรรมการร่วม เพื่อดูข้อเท็จจริงว่าเป็นอย่างไรจะเห็นเหมือนกับ กกต.หรือไม่ หรือจะเห็นแย้ง หากเห็นแย้งก็กกต.ก็สามารถยื่นยันความเห็นได้ ซึ่งก็เหมือนกับคดีเงินอุดหนุน 29 ล้านบาท ที่ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา
“เราก็ยืนยันในเอกสารหลักฐานต่างๆ ที่เรารวบรวมตั้งแต่ข้อมูลจากดีเอสไอตรวจสอบมา ถึงกกต.ที่ได้ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน จนกระทั่งมีการตั้งคณะทำงานของนายทะเบียน ซึ่งหลักฐานต่างๆ ก็ได้มีการสืบสวนและรวบรวมข้อเท็จจริงที่มีทั้งหมด ส่งให้ศาลและอัยการไปพิจารณา แต่ทั้งนี้ยังมีบางส่วนที่ กกต.ไม่สามารถดำเนินการได้ แต่ศาลก็มีอำนาจในการที่จะเรียกข้อมูลหรือบุคคลมาไต่สวนชี้แจงเพิ่มเติมได้ ขอยืนยันว่าการที่ส่งไปศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้เป็นการโยนเผือกร้อนให้กับศาลรัฐธรรมนูญ แต่เป็นไปด้วยระยะเวลาที่ กกต.ได้พยายามดำเนินการมาอย่างเต็มที่แล้ว ส่วนจะยุบหรือไม่แล้วแต่ศาลจะพิจารณา ” นางสดศรีกล่าว
เมื่อถามว่ามติเพิ่มเติมของ กกต.ที่ให้นายทะเบียนส่งคดีเงิน 29 ล้านบาทให้ศาลรัฐธรรมนูญ จะส่งผลให้มีปัญหาในอนาคตหรือไม่ นางสดศรี กล่าวว่า เรื่องนี้นายทะเบียนได้เสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรค ตามความเห็นของคณะทำงานของท่าน ที่เห็น 7 ต่อ 3 แต่เมื่อ กกต.เห็นว่ามีประเด็นที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติมในเรื่องมาตรา 93 เป็นเรื่องที่นายทะเบียนสามารถส่งความเห็นให้ศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรง ตามกฎหมายพรรคการเมือง ที่เห็นว่าพรรคการเมืองรายงานข้อเท็จจริงไม่ถูกต้อง มาตรา 82 กรณีใช้จ่ายเงินกองทุน แต่ขณะเดียวกันกกต.ก็ยังเห็นว่ากรณีนี้ยังมีความผิดที่เกี่ยวโยงกับมาตรา 94 ( 3 )และ( 4 ) ที่ให้นายทะเบียนพรรคการเมืองส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดพร้อมคดีเงินบริจาคด้วย
“ เรื่องนี้ไปศาลดีที่สุดแล้ว ซึ่งเรื่องน่าจะไปจบที่ศาลไม่น่าจะจบที่ กกต. เพราะ กกต.ไม่ใช่ศาล ถ้าหยุดไว้ที่ กกต.จะมีความเคลือบแคลงสงสัย และเรื่องก็ไม่จบ ถ้าไปที่ศาล ศาลจะได้มีการไต่สวน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงมีความกระจ่างชัด หากศาลจะกลับมติของ กกต.ก็ไม่เป็นไร เพราะศาลจะมองข้อกฎหมายในหลายแง่ ซึ่งอาจจะมองในอีกแง่หนึ่งที่ต่างจาก กกต.ก็อาจเป็นได้ ทั้งนี้ผลจะออกมาอย่างไรก็ไม่กลัวว่าจะโดนฟ้อง เพราะกฎหมายให้ความคุ้มครองในการที่ กกต.ใช้ดุลพินิจ ” นางสดศรีกล่าว



