ข่าว

ไม่สั่งก็สงครามกลางเมือง

ไม่สั่งก็สงครามกลางเมือง

27 เม.ย. 2553

สถานการณ์บ้านเมืองปลายเดือนเมษายนกลับมาสู่จุดล่อแหลมอีกครั้ง คราวนี้น่าจะเป็นจุดที่เรียกว่า "แตกหัก" กันจริงๆ ไม่ว่าจะหันไปทิศทางไหน

 เสื้อแดงที่ยกระดับการชุมนุม ถอดเสื้อแดง แล้วกระจายกำลังคนไปตั้งด่านเถื่อน ค้นดะรถบรรทุก รถตู้ รถโดยสาร อ้างว่า จะสกัดทหาร-ตำรวจที่จะเข้ามาสับเปลี่ยนกำลัง สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านคนทั่วไปที่ต้องใช้รถใช้ถนน

 ไม่ให้ค้น ก็กรูเข้ามาทำท่าจะทำร้าย จะทุบรถ ราวกับกฎหมายตกเป็นของคนพวกนี้ไปแล้ว

 ตำรวจ-ทหารที่รับรู้ข่าวสาร ก็เงียบงัน วังเวง

 ตำรวจอาจทนได้หากสถานการณ์ หรืออำนาจตามกฎหมายถูกคนเสื้อแดงยึดไปใช้กับชาวบ้านทั่วไป แต่ไม่รู้ว่า วันใดที่ชาวบ้านอดรนทนไม่ได้แล้วลุกฮือขึ้นมาต่อสู้ขัดขืนอำนาจเถื่อน แล้วอะไรจะเกิดขึ้น

 ยิ่งมีแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ดาหน้านั่งแถลงประกาศรวมพลังประชาชน หยุดยั้งอำนาจเถื่อนด้วยแล้ว สถานการณ์ก็ใกล้สงครามกลางเมืองเข้าไปทุกขณะ

 ทุกคนก็รู้ดีว่า แฟนคลับของกลุ่มพันธมิตรนั้นมีมากน้อยแค่ไหน

 ไม่รู้ก็แค่ว่า แฟนคลับพันธมิตรไม่ได้จับอาวุธ หรือมี "กองกำลังติดอาวุธ" หนุนหลัง เป็น "แก้วสามประการ" ที่ เสธ.แดง บอกว่า คนเสื้อแดงมีครบแล้วนั่นแหละ

 แต่บทเรียนที่ผ่านมา เหตุการณ์ไอ้โม่งยิงเอ็ม 79 ถล่มจนตายรายวันที่ทำเนียบรัฐบาลและที่สนามบินดอนเมืองนั้นใครจะรู้ เมื่อวันนี้ประเทศประชาธิปไตย แต่กำลังจะกลายเป็น "อนาธิปไตย" กลุ่มพันธมิตรอาจลุกขึ้นจับอาวุธเพื่อปกป้องพวกพ้องตนเอง

 ใครจะรู้ว่า นานไปอาจไปถึงการขับไล่ ต่อต้าน กลุ่มกองกำลังเถื่อนที่ต่อต้านอำนาจรัฐและพัฒนากลายเป็นสงครามกลางเมือง

 ไม่ใช่แค่เพียงกลุ่มพันธมิตร กลุ่ม 40 ส.ว.ก็เรียกร้องให้รัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ส่วนนักธุรกิจนั้นไม่ต้องพูดถึง

 นักธุรกิจคนที่เดือดร้อนกันจริงๆ เขาถึงขั้นพร้อมจะลงขันให้ค่าหัวในการจับกุมเสียด้วยซ้ำไป

 อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ อยู่กันอย่างไร กินอิ่มนอนหลับกันอยู่หรือไม่

 บ้านเมืองในวันนี้ยังพูดได้เหมือนเดิมหรือเปล่าว่า "ปัญหาการเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง"

 "ยุบสภา" ใช่เป็นคำตอบสุดท้าย หรือเป็นคำตอบข้อที่ 1 เพื่อที่จะไปหาโจทย์ข้อต่อไปที่ยุ่งยากสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

 ทั้งที่ในวันนี้ปัญหาที่แท้จริงมันอยู่ที่ การไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง!

 เมื่อม็อบเสื้อแดงเริ่มก่อตัว ทั้งตัวนายกรัฐมนตรีเอง และหน่วยงานรัฐ เพิกเฉยจนปรากฏกองกำลังติดอาวุธโผล่ออกมาในวันที่ 10 เมษายน นั่นแหละ ถึงได้คิดว่า การชุมนุมครั้งนี้ไม่ธรรมดา

 "แก้วสามประการ" ที่ เสธ.แดง เคยพูดนั้น มันมีอยู่จริง และเชื่อมโยงกับการชุมนุมจริงๆ

 แต่นั่นก็ทำได้เพียงแค่ว่า ประณามการกระทำและชี้ว่า มีผู้ก่อการร้ายแฝงตัวในการชุมนุมของคนเสื้อแดง แล้วก็ปล่อยการชุมนุมยืดเยื้อออกไปโดยไม่มีทีท่าว่าการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเด็ดขาดจะมีขึ้น

 ใช้วิธีปล่อยให้ผู้คนเหยียดหยาม "ทหารแตงโม-ตำรวจมะเขือเทศ" ด้วยหวังว่า คนพวกนั้นจะเกิดความละอาย และกลับตัวกลับใจ ทั้งที่รู้ดีว่า วิธีหน่อมแน้มเช่นนั้นใช้ไม่ได้มานานแล้ว...แต่ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

 ในวันนี้ ทุกคนรู้แล้วว่า คนเสื้อแดงก่อปัญหาให้แก่ประเทศ แต่ด้วยความที่ นายกฯ อภิสิทธิ์ ไม่ตัดสินใจขั้นเด็ดขาด จึงกำลังจะกลายเป็นคนที่สร้างความเสียหายให้ประเทศ

 มีอำนาจอย่างชอบธรรมแล้วไม่ใช้อำนาจ ก็สร้างความเสียหายได้ไม่แพ้การใช้อำนาจในทางที่ผิด

 หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ไม่ต้องไปพูดถึงวันที่มีการเลือกตั้งทั่วไปว่าจะเป็นวันลงโทษ อภิสิทธิ์ กับพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่

 พูดถึงวันนี้พรุ่งนี้กันดีกว่า เมื่อความเสียหายความเดือดร้อนเกิดขึ้นอย่างชัดเจน แต่ไม่มีท่าทีอะไรจาก อภิสิทธิ์ หรือ ศอฉ. ที่เคยเป็นมิตรก็ไม่แน่ว่าจะกลับกลายเป็นศัตรู และหันไปแก้ปัญหาด้วยวิธีการของตนเอง

 อภิสิทธิ์ ต้องแสดงภาวะผู้นำให้มากกว่าที่เคยเป็นมาตลอดชีวิต

 ถ้าจำเป็นต้องลงนามในคำสั่ง ด้วยฐานะนายกรัฐมนตรี ก็ต้องทำ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ปฏิบัติ

 อย่าลืมว่า มาจนถึงวันนี้ เหตุการณ์ 10 เมษายน ตาย 25 ศพ บาดเจ็บเกือบ 1,000 คน และวันที่ 22 เมษายน ที่สีลม ตาย 1 ศพ เจ็บร่วมร้อย นอกจากคนเสื้อแดงแล้วมีใครด่า ประณามรัฐบาลบ้างว่า เป็น "รัฐบาลมือเปื้อนเลือด"

 ตรงกันข้าม คนเสื้อหลากสีที่หนุนไม่ยุบสภากลับเพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกวัน

 เมื่อมีคำสั่งนายกฯ ให้ออกไปแล้ว แถลงบอกประชาชนแล้ว หากใครไม่ทำ ไม่ปฏิบัติ ก็ต้อง ปลดออก-ย้าย ให้พ้นจากตำแหน่ง เพราะยังมีคนที่มีความรู้ความสามารถ พร้อมที่จะเข้ามาทำหน้าที่ทดแทนได้ทุกตำแหน่ง

 ถึงตรงนี้แล้ว ทุกวิธีที่อยู่ในอำนาจนายกรัฐมนตรี ต้องสั่งการอย่างเต็มที่ เพราะมันดีกว่าที่จะปล่อยให้ประชาชนปะทะกันเองจนเป็นสงครามกลางเมืองอย่างแน่นอน

ศรุติ ศรุตา /วัฒนา ค้ำชู