
เปิดใจภารกิจเพื่อชาติกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ
กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เขียนใน korbsak.com เปิดใจภารกิจ "เจรจา นปช.เพื่อยุติความรุนแรงในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมา" ในห้วข้อ "ประเทศไทยต้องมาก่อน Putting Thailand First"
เริ่มจากคำถามยอดฮิตที่คนไทยยังไม่มีคำตอบแน่นอนว่า ความต้องการของคนเสื้อแดงและกองเชียร์จะสวนทางกับข้อเสนอของรัฐบาลและแฟนๆ ของรัฐบาล
โดยเฉพาะข้อเรียกร้องบนสถานการณ์ร้อนขณะนี้ ทั้ง 1.ยุบหรือไม่ยุบ 2.นายกฯ ลาออกแล้วหานายกฯ ใหม่ ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ 3.นายกฯ อยู่ต่อ เข้าสลายม็อบ จับตัวผู้ทำผิดกฎหมายมาลงโทษ ยอมรับความสูญเสียบ้าง
ขอตอบว่า คนไทยทุกคนอยากเห็นความสงบ สามัคคี ขณะเดียวกันก็ต้องการเห็นกระบวนการยุติธรรมที่พึ่งได้ ใครเป็นผู้ก่อการร้าย ใครเป็นฆาตกร ใครคือตัวการที่คิดล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ คนเหล่านี้ต้องถูกดำเนินคดีทั้งสิ้น
ยุบหรือไม่ยุบ ลาออก ปราบคนเสื้อแดง คนเสื้อแดงเพิ่มความรุนแรง เหล่านี้ไม่ตอบโจทย์ที่คนส่วนใหญ่ของประเทศต้องการหรอก...!!!
ย้อนกลับไปดูเหตุการณ์กว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมากัน จะเล่าให้ฟังว่า งานที่ผมเข้าไปเกี่ยวข้องทำให้ผมได้รับรู้อะไรเพิ่มเติมบ้าง และเป็นครั้งแรกที่ผมมีโอกาสได้รู้จักและพูดคุยกับเจ้าของสมญานาม “เหวง”
ตอนนั้นการชุมนุมยังถือได้ว่าอยู่ในกรอบที่รัฐธรรมนูญกำหนด มีล้ำเส้นอยู่บ้างตามช่วงเวลาที่อารมณ์พาไป แต่ก็ไม่มีอะไรรุนแรงเกินกว่าที่จะรับไม่ได้
ผมหยุดการประสานงานช่วงที่มีการเทเลือดครับ เพราะเริ่มมองเห็นอาการของคนเสื้อแดงว่าแนวโน้มน่าจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ประสานไปก็ไร้ค่า
ไม่นานเกินรอ การประสานงานได้พัฒนาขึ้นเป็นการเจรจา ตามที่ได้เห็นกันหน้าจอทีวีนั่นละครับ มีการพูดคุยกันสองรอบ
สำหรับเหตุการณ์ที่สีลมไม่ได้มีการเจรจา เพราะเกิดขึ้นจากการโจมตีของกองกำลังที่ไม่ทราบฝ่าย (ฝ่ายเสื้อแดงปฏิเสธมาตลอดว่าไม่เกี่ยวข้องกับตน) ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลก็ไม่สามารถเข้าตรวจสอบพื้นที่ได้ เพราะฝ่ายเสื้อแดงมีการตั้งด่านและใช้มวลชนมาเป็นกันชน
"ผมได้พยายามเจรจาให้มีการรื้อด่านเพื่อเจ้าหน้าที่จะได้เข้าไปตรวจสอบบริเวณที่เชื่อว่าเป็นพื้นที่ที่ใช้ในการยิงเอ็ม 79 แต่ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมาย"
ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาคนเสื้อแดงปรับกลยุทธ์การชุมนุม มีการแสดงออกว่าพร้อมเจรจาอีกครั้ง ขณะเดียวกันก็เริ่มสร้างสถานการณ์ว่าจะมีการสลายการชุมนุม ยกระดับการชุมนุมในต่างจังหวัด และมีการเปลี่ยนเสื้อสีแดงเป็นคนเสื้อไม่มีสี พร้อมโจมตีรัฐบาลว่าเตรียมเข่นฆ่าประชาชน
"ท่านนายกรัฐมนตรีเห็นว่าคนเสื้อแดงไม่เคยมีความจริงใจในการเจรจา จึงสั่งให้ผมหยุดภารกิจนี้เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา สัปดาห์ที่แล้วคุณวีระได้ขึ้นเวที เปลี่ยนข้อเสนอ ขยับเวลาจากการยุบสภาทันทีเป็นยุบสภาภายใน 30 วัน คุณวีระยังได้กล่าวในที่ประชุมด้วยว่า ได้พูดคุยกับตัวแทนรัฐบาลแล้ว และกำลังรอคำตอบ"
ผมเกรงว่าจะมีการเข้าใจผิด จึงอาศัยช่องทางทางทวิตเตอร์ เล่าให้เพื่อนๆ ทราบว่า ไม่ใช่ผมนะที่ไปเจรจา..!!!
กอร์ปศักดิ์ยังกล่าวถึงมุมมองของเขาอีกว่า ทั้งสองฝ่ายไม่ว่าจะเป็นเสื้อแดงหรือรัฐบาลถูกแรงกดดันจากทุกด้านที่ต้องให้การชุมนุมครั้งนี้จบเร็ว
"ฝ่ายเสื้อแดงก็อยากจบเร็ว เพราะตั้งเป้าหมายไว้ว่า เมื่อมีประชาชนเสียชีวิตแล้วจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างแน่นอน แต่ก็ไม่สมหวังอย่างที่คิด จึงมีคำถามว่า จะต้องตายอีกกี่ศพการเมืองถึงจะเปลี่ยน...
...รัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯ อภิสิทธิ์ดูเหมือนว่าจะถูกกดดันมากขึ้นทุกวันเช่นกัน ยังจับผู้ก่อการร้ายและกองกำลังไม่ทราบฝ่ายไม่ได้ ผู้ที่ถูกหมายจับเกือบทั้งหมดยังลอยนวล ลอยหน้าลอยตาออกทีวี พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างสบายๆ"
ถามผม ผมตอบโดยไม่ต้องคิดว่า ปัญหาไม่มีวันจบครับ เพราะปัญหาได้หมักหมมมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลทักษิณ 2 ที่ใช้เสียงที่มีมากทำตามอำเภอใจ ลามไปถึงปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน ไปไกลถึงมีการกล่าวหาว่าจาบจ้วงสถาบัน จนนำไปสู่การปฏิวัติ
ผมเสนอแนวทางแก้ปัญหาอย่างนี้ครับ 1.แยกเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณออกจากสมการ ไม่ให้เรื่องของ ส.ส.ผูกไว้กับเรื่องของอดีตนายกฯ 2.คนที่ทำความผิดทางคดีอาญาจากการชุมนุมที่ผ่านมาต้องเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย
3.ทุกส่วนของสังคมประณามขบวนการล้มเจ้า ช่วยกันไล่ล่าเว็บเถื่อนที่ให้ร้ายสถาบัน จับคนที่ทำผิดกฎหมายมาลงโทษอย่างจริงจัง 4.สร้างกลไกเพื่อให้เกิดกระบวนการสมานฉันท์ที่ทุกฝ่ายพอรับได้อย่างไม่ชักช้า โดยใช้อำนาจการบริหาร เมื่อทำได้ครบแล้วทุกคนเดินเข้าสนามเลือกตั้ง
ส่วนคำถามที่ว่าจะยุบสภาเมื่อไหร่นั้น ก็ตอบว่า เมื่อเราพร้อมที่จะให้มีการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ ยุติธรรม และยอมรับได้จากคนส่วนใหญ่ของประเทศ กระบวนการสมานฉันท์คงทำได้เสร็จก่อนสิ้นปี เลือกตั้งปลายปีน่าจะเหมาะสม แต่อาจทำได้เร็วกว่าที่คิดก็เป็นได้
ถ้าคิดทำงานเพื่อประเทศ ถ้าพร้อมใจกันปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เราทุกคนหวงแหน ถ้าคำนึงเสมอว่าประเทศไทยต้องมาก่อน ไม่น่าจะเป็นเรื่องยากใช่ไหมครับ
ทั้งหมดที่กล่าวเป็นความเห็นส่วนตัวของประชาชนคนไทยคนหนึ่ง



