ข่าว

บ้านลอตสุดท้ายก่อนปรับราคาพลิกดึง"เอสโครว์ฯ"ร่วมสร้างจุดขาย

บ้านลอตสุดท้ายก่อนปรับราคาพลิกดึง"เอสโครว์ฯ"ร่วมสร้างจุดขาย

27 เม.ย. 2553

"มาก่อนได้ก่อน...เปิดจองแปลงจริง บ้านพร้อมอยู่ลอตสุดท้าย ก่อนปรับราคารับมาตรการภาษีใหม่" สารพัดข้อความโฆษณา-ประชาสัมพันธ์ ที่ผู้ประกอบการเจ้าของโครงการจัดสรรสื่อถึงผู้บริโภครับแรงซื้อใหม่อีกครั้งก่อนสิ้นมาตรการอสังหาฯ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2553 งานนี้ ทั้งแบง

 ส่วนผู้ประกอบการโครงการจัดสรรต่างออกแรงโหมขายบ้านพร้อมอยู่ พร้อมโอน "วังทอง กรุ๊ป" ลุยขายบ้านพร้อมโอน !!! ที่มีอยู่ในมือ 9 โครงการ จำนวนกว่า 150 ยูนิตต่อเนื่อง หลังจากยอดรายได้ทะลุเป้าในช่วงไตรมาส 1/2553 มียอดขายและรายได้มากกว่าปี 2552 ประมาณ 50% โดยช่วงที่เหลือเพียงเดือนเศษก่อนสิ้นมาตรการวังทองเน้นสื่อสารทางตรงกับลูกค้าให้รับทราบถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับจากมาตรการที่รัฐให้ เท่านั้นยังไม่พอ ยังใช้กลยุทธ์ "บอกต่อ" ลูกค้าเก่าบอกหรือแนะนำลูกค้าใหม่ซื้อบ้านพร้อมอยู่พร้อมโอนเดือนพฤษภาคมนี้ จะได้รับผลตอบแทนแบบ "คุณ 2" จากปกติที่ลูกค้าทั่วไปมาซื้อบ้านของวังทองอยู่ที่ 5,000 บาท ถึง 4 หมื่นบาท

 ส่วนการเปิดตัวโครงการใหม่ยังเป็นไปตามแผน คือ ช่วงเดือนมิถุนายน 2553 จำนวน 2 โครงการ ย่านวิภาวดีรังสิตและรามอินทรา รวมมูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาท และในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะเปิดเพิ่มอีก 2 โครงการ จากการทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเปิดขายโครงการใหม่ในทำเลที่อยู่ใกล้เมืองมากขึ้น คาดว่ายอดขายปีนี้น่าจะตามเป้าคือ 1,600 ล้านบาท ขณะนี้ยอดรายได้อยู่ที่ 1,500 ล้านบาท

 ส่วน บมจ.เค.ซี. พร็อพเพอร์ตี้ บมจ.เค.ซี ได้เลือกบ้านบางแปลงในแต่ละโครงการ จัดโปรโมชั่นรับซัมเมอร์ถึงสิ้นเดือนเมษายน 2553 พบบ้านราคาพิเศษ จอง 1 หมื่นบาท ฟรีทำสัญญา ยื่นกู้ได้เลย รวมถึงโปรโมชั่นอื่นๆ ฟรี มิเตอร์น้ำ-ไฟ, ค่าส่วนกลาง 1 ปี, แถมกำจัดปลวก เป็นต้น

 ขณะที่บริษัท ธารารมณ์ ก็ร่วมสนับสนุนการต่อเวลามาตรการรัฐ ลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองให้แก่ผู้ซื้อบ้านภายใต้แคมเปญ ”Cool Package” ฟรีแอร์ทุกห้องนอน เพื่อกระตุ้นการซื้อและโอนบ้านหรือทาวน์เฮ้าส์สร้างเสร็จ โครงการของธารารมณ์ ภายในวันที่ 15 พฤษภาคม 2553

  หลายคนบอกว่า การขยายมาตรการของรัฐครั้งนี้ เป็นโอกาสทองที่แท้จริงของผู้บริโภคที่จะได้ซื้อบ้านในราคาต้นทุนเดิม ก่อนที่จะประกาศปรับราคาขายขึ้นตามต้นทุนใหม่ในไตรมาส 3/2553 หลังจากหมดมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่จะเริ่มปรับเพิ่มขึ้น คาดว่าน่าจะเห็นในช่วงครึ่งหลังๆ ของปีเช่นกัน รวมทั้งราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับขึ้นมาก่อนหน้านี้ แต่จะยังเห็นได้ไม่ชัด เพราะตามปกติการปรับขึ้นของราคาบ้านจะเห็นได้ชัดในช่วง 3 ปีให้หลัง โดยเบื้องต้นน่าจะเป็นการปรับลดโปรโมชั่น หรือวัสดุที่ใช้ในการสร้างบ้านมากกว่า

 ในกรณีภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% ที่ไม่ได้รับการต่ออายุ แม้จะเป็นส่วนที่ผู้ประกอบการต้องจ่าย แต่ตามปกติจะมีการผลักภาระให้ผู้บริโภคอยู่แล้ว

 จับตาอสังหาฯ พลิกเกมขายบ้านดึง "เอสโครว์ฯ" เรียกความเชื่อมั่นผู้ซื้อ !!!

 ปัจจัยหลักในการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคที่ไม่ว่ายุคๆ ใดก็ยังคงให้ความสำคัญเรื่องทำเลที่ตั้ง และราคา และจากการสอบถามถึงสัดส่วนในการขายหรือซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ระหว่างบ้านสร้างเสร็จก่อนขาย (ยกเว้นคอนโด) กับบ้านสั่งสร้าง ที่ต้องใช้เวลาในการผ่อนดาวน์นั้น พบว่าความต้องการบ้านสร้างเสร็จแล้วยังคงมีสัดส่วนที่มากกว่าบ้านสั่งสร้างถึงกว่า 70% 

 ส่วนน้ำหนักในการเลือกประเภทที่อยู่อาศัย ยังพบว่าผู้บริโภคให้น้ำหนักไปที่บ้านเดี่ยวมากที่สุด รองคอนโดมิเนียม และทาวน์เฮ้าส์ อย่างไรก็ตาม จากปัจจัยลบต่างๆ ที่เกิดขึ้นยังคงสร้างความกังวลใจให้แก่ผู้บริโภคในการเลือกซื้อที่อยู่อาศัย หนึ่งในปัจจัยที่สร้างความกังวลนั้นก็คือ ด้านฐานะความมั่นคงของเจ้าของโครงการ และเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ผู้ประกอบการที่กำลังก่อสร้างหรือเริ่มเปิดตัวอาจหันมาให้ความสำคัญต่อการนำระบบเอสโครว์ แอคเคานท์ มาใช้ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคในการซื้อที่อยู่อาศัย และอาจนำมาเป็น "จุดขาย" ของโครงการได้

 แนวโน้มตลาดที่อยู่อาศัยหลังจากรัฐบาลไม่ต่ออายุมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์นั้น หลังจากสิ้นมาตรการสิ้นเดือนพฤษภาคม 2553 ซึ่งอาจมีผลทำให้ผู้ประกอบการบางรายมีแผนการปรับราคาขายขึ้น เพื่อให้ครอบคลุมต้นทุนที่เพิ่มขึ้นตามไปด้วยนั้น แต่ท่ามกลางภาวะตลาดที่มีการแข่งขันที่สูง อีกทั้งการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังคงมีปัจจัยเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมือง และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความเปราะบาง ทำให้การปรับขึ้นราคาที่อยู่อาศัยในเวลานี้ อาจส่งผลกระทบต่อยอดขายในบางโครงการได้

 ทั้งนี้ ผู้ประกอบการอาจต้องมีการวางแผนการตลาดที่ดี เนื่องจากในปัจจุบันมีสินค้าออกสู่ตลาดจำนวนมาก ทำให้ผู้บริโภคมีข้อเปรียบเทียบในแต่ละสินค้า และใช้เวลาในการตัดสินใจมากขึ้น อีกทั้งการแข่งขันในบางทำเลยังเป็นการแข่งขันระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่เอง ซึ่งผู้ประกอบการที่ยังไม่ปรับขึ้นราคาก็จะเป็นจุดแข็งในการแย่งส่วนแบ่งการตลาดได้ เนื่องจากการยกเลิกมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อต้นทุนของผู้ประกอบการ แต่ยังส่งผลต่อภาระรายจ่ายในการซื้อที่อยู่อาศัยของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นมาเช่นกัน

ปรียา เทศนอก