
ชี้อากาศร้อนจัดดันยอดขายแอร์คาดทั้งปีพุ่ง9%
ตลาดแอร์คึกคัก ไตรมาสแรกยอดขายพุ่งเหตุจากอากาศร้อนจัด คาดทั้งปีเติบโตไม่ต่ำกว่า 9% พบช่องทางขายหลักยังเป็นร้านค้าปลีก รายย่อย เหตุราคาต่ำกว่าค้าปลีกรายใหญ่กว่าพันบาท
นายทรงศักดิ์ น้อยนิตย์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัยตลาดส่วนกลาง บริษัท จีเอฟเค รีเทล แอนด์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดเครื่องปรับอากาศช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ 2553 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าในแง่ของยูนิตมีการเติบโต 9% แต่ในส่วนของมูลค่าตลาดลดลง 1% โดยสัดส่วนที่เป็นที่นิยมของตลาดยังคงเป็นขนาด 11,000-14,999 บีทียู หรือขนาด 12,000 บีทียู โดยมีสัดส่วนการขายที่ 47% จากตลาดทั้งหมด
สำหรับราคาเฉลี่ยลดลงจากปีที่แล้วถึง 9% หรืออยู่ที่ประมาณ 19,200 บาท สัดส่วนที่ใหญ่สุดของช่องทางการจำหน่ายยังคงเป็นร้านค้าปลีกขนาดย่อย ส่วนร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ แม้จะมีการปรับตัวเพื่อเพิ่มยอดขายอย่างต่อเนื่อง แต่ก็มีราคาสูงกว่าร้านค้าปลีกขนาดย่อยกว่า 1,000 บาท
โดยแอร์ติดผนังยังเป็นสัดส่วนที่ใหญ่ที่สุดในตลาดทั้งหมด มีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 18,850 บาท จากข้อมูลยอดสะสมการขายถึงกลางปีนี้ ภูมิภาคที่มีการขายแอร์มากที่สุดยังคงเป็น กรุงเทพฯ และปริมณฑล คิดเป็นสัดส่วน 38% ของตลาด ส่วนภาคอื่นๆ ทุกภาคมีการปรับตัวของยอดขายเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ส่วนแนวโน้มในปีนี้ คาดว่าจะขยายตัว 9% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยสภาพอากาศที่ร้อนจัดและกลยุทธ์ทางด้านราคายังเป็นปัจจัยหลักในการผลักดันยอดขาย และเมื่อจบไตรมาสแรก เชื่อว่าตลาดแอร์จะมีการเติบโตอย่างมาก
นอกจากนี้ เครื่องปรับอากาศชนิดที่มีระบบประหยัดพลังงาน หรือ อินเวอร์เตอร์ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2% ทั้งยอดขายและมูลค่า โดยมีอัตราส่วนอยู่ที่ 7% ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 2.5 หมื่นบาท หากเทียบกับแอร์ชนิดที่มีระบบประหยัดพลังงานยังมีราคาสูงกว่าแอร์ทั่วไปเกือบ 1 หมื่นบาท ทำให้กลุ่มลูกค้าของตลาดอินเวอร์เตอร์ยังคงเป็นกลุ่มลูกค้าที่มีรายได้สูง



