ข่าว

ชี้ม็อบยื้อเกิน3ด.ฉุดจีดีพี0.6%ม.หอการค้าห่วงกระทบยอดตกงานเฉียด4แสน

ชี้ม็อบยื้อเกิน3ด.ฉุดจีดีพี0.6%ม.หอการค้าห่วงกระทบยอดตกงานเฉียด4แสน

26 เม.ย. 2553

ม.หอการค้าชี้ราชประสงค์-สีลมสูญรายได้ 6-9 หมื่นล้านบาท มองหากยืดเยื้อเกิน 3 เดือน ฉุดจีดีพี 0.6% ห่วงแรงงานตกงานเฉียด 4 แสนคน เร่งรัฐใช้งบไทยเข้มแข็งเยียวยา เผยผลสำรวจแรงงานไทยส่วนใหญ่มีอาชีพเสริม แบกหนี้เพียบ

 นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้การชุมนุมในพื้นที่ราชประสงค์ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในพื้นที่แล้วราว 6,0001-15,000 ล้านบาทต่อเดือน และพื้นที่สีลมมีผลกระทบ 4,000-6,000 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งรวมทั้ง 2 พื้นที่ ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมามีผลกระทบแล้ว 6-9 หมื่น ล้านบาท และจะส่งผลต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ราว 0.4-0.6% และหากยืดเยื้อเกิน 3 เดือน จะกระทบต่อจีดีพี 0.6-1% ขณะที่กระทบต่อแรงงาน 0.9-1.1% หรือกระทบต่อแรงงานจำนวน 380,000-400,000 คน

 ดังนั้น จึงขอให้รัฐบาลเร่งใช้งบไทยเข้มแข็งเพื่อเยียวยาแรงงาน โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวและค้าปลีก และเร่งทำงานเชิงรุก เพื่อดูแลกลุ่มผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (เอ็สเอ็มอี) รวมทั้งขอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ที่ระดับ 32 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ไปจนถึงเดือนมิถุนายน เพื่อให้การส่งออกเป็นไปตามเป้าที่ 15-20% และจะส่งผลให้จีดีพีอยู่ที่ 3% และรักษาอัตราดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับต่ำในช่วงครึ่งปีแรกไปก่อน และทยอยปรับขึ้นในครึ่งปีหลัง นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้รัฐบาลใช้แนวทางการแก้ไขปัญหาแบบสันติวิธี

 นายธนวรรธน์กล่าวถึงการสำรวจสถานภาพแรงงานไทยกรณีมีรายได้ต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาทว่า แรงงานส่วนใหญ่ 93.4% มีอาชีพเสริม แต่มีภาระหนี้สินถึง 95.4% ส่วนใหญ่จะกู้เงินเพื่อใช้จ่ายทั่วไป 60.8% และซื้อสินทรัพย์ อาทิ รถยนต์ 15.1% และหนี้ซื้อบ้าน 8.4% โดยมีแหล่งเงินกู้จากญาติพี่น้อง 26.12% ซึ่งจำนวนหนี้เฉลี่ยต่อครัวเรือนประมาณ 91,063 บาทต่อครัวเรือน ผ่อนชำระประมาณเดือนละ 5,405 บาท และ 74.30% มีหนี้เพิ่มมากกว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ สถานภาพแรงงานไทยมีปัญหารายได้ไม่พอกับรายจ่าย 88.1% เนื่องจากราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้น อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นและราคาน้ำมันแพง

 ส่วนทัศนะของแรงงานไทยต่อผลกระทบของสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันต่อองค์กรและสถานประกอบการนั้น ได้รับผลกระทบถึง 99.2% โดยมองว่ากระทบมากเพียง 24.3% และกระทบปานกลาง 33.2% ซึ่งกระทบต่อโอกาสการตกงานน้อย 79.5% ขณะที่ส่วนใหญ่ 64.2% กังวลมากกับเรื่องหนี้สิน รองลงมา คือ ปัญหาทางการเมือง 63.4%

 อย่างไรก็ตาม แรงงานส่วนใหญ่ 55.1% เห็นว่าค่าจ้างขั้นต่ำที่ได้รับในสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองในปัจจุบันมีความเหมาะสมน้อย โดยต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือด้านค่าแรงขั้นต่ำ ซึ่งควรขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอีกอย่างน้อย 7 บาท เพิ่มสวัสดิการและลดการหักเงินประกันสังคม และสิ่งที่รัฐบาลควรแก้ไขอันดับแรกคือ สถานการณ์ทางการเมือง 39.1% และด้านเศรษฐกิจ 38.5%