ข่าว

 เหยื่อ 100 เยน

เหยื่อ 100 เยน

27 เม.ย. 2553

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ผมมีโอกาสเดินทางไปมาก เกือบถึงระดับมากที่สุดประเทศหนึ่งในโลกนี้ สามสิบกว่าปีที่ผมเริ่มต้นทำงานในอาชีพนี้ มีโอกาสเดินทางไปญี่ปุ่นน่าจะไม่น้อยกว่าห้าสิบครั้ง เพราะบางปีผมต้องเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น สามถึงสี่ครั้งก็เคยมีปรากฏมาแล้ว

 ในครั้งแรกของชีวิตที่ผมมีโอกาสเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น จำได้เลาๆ ว่าอัตราแลกเปลี่ยนเงินอยู่ที่ประมาณ 100 เยนต่อ 16 หรือ 18 บาท ต่างจากปัจจุบันที่อัตราแลกเปลี่ยนขยับปรับไปถึงประมาณ 35 บาทต่อ 100 เยนเข้าไปแล้ว

 เหตุผลหนึ่งที่ผมชอบประเทศญี่ปุ่นมากที่สุด คือเรื่องของความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งความซื่อสัตย์ของผู้คนทั่วไป แม้ว่าปัจจุบันจะมีชาวต่างชาติอพยพเข้าไปอาศัยในประเทศญี่ปุ่นมากขึ้น และเริ่มมีปัญหาอาชญากรรมเกิดมากขึ้น แต่ก็ยังถือว่าเป็นประเทศที่นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางได้สบายใจ

 ทุกครั้งที่ผมมีโอกาสเดินทางไปต่างประเทศ ผมมักจะหาเวลาว่างไปเดินดูและหาซื้อสินค้าทั่วไป ทั้งของใช้ส่วนตัวและของที่ระลึกเล็กๆ น้อยๆ จากร้านจำหน่ายสินค้ากระจุกกระจิกคล้ายๆ กับร้านโชห่วยในบ้านเรา มากกว่าที่จะไปเดินตามห้างใหญ่ๆ ดังๆ ทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งร้านขายสินค้าที่เรียกกันว่า "ร้าน 100 เยน" เพราะสินค้าทุกชิ้นในร้านจะขายด้วยราคา 100 เยนเท่ากันหมด (แต่ปัจจุบันนี้เริ่มมีบางชั้นวางสินค้าที่จำหน่ายด้วยราคาที่มากกว่า 100 เยนแล้วก็ตาม)

 เสื้อเชิ้ตราคาตัวละ 100 เยน เนกไท ราคาเส้นละ 100 เยน  ผงโรยข้าวแบบญี่ปุ่นราคาซองละ 100 เยน ฯลฯ สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นสินค้าที่ผมหยิบติดมือออกมาเป็นประจำ หลายอย่างที่ยังคงถูกโยนอยู่ในตู้เสื้อผ้าเพราะลืมและไม่มีโอกาสได้ใช้ แต่ไปครั้งใดผมก็อดเข้าไปหาซื้ออีกไม่ได้ ด้วยความคิดที่ว่า “มันถูก แค่ 100 เยนเอง”

 ทั้งที่บวกลบคูณหารแล้วหลายอย่างไม่ได้ถูกกว่าการหาซื้อจากร้านค้าทั่วไปแม้แต่น้อย จะดีและคุ้มค่าหน่อยก็เห็นจะเป็นเสื้อเชิ้ต และเนกไทราคาชิ้นละ 100 เยนเท่านั้น

 ปัจจุบันร้านค้าประเภทราคาเดียวทั้งร้าน เริ่มมีแพร่หลายมากขึ้นในประเทศไทย เช่น ร้านไดโซะ ที่เปิดอยู่ตามศูนย์การค้าหลายแห่ง ที่จำลองมาจากร้าน 100 เยนในญี่ปุ่น แต่จะจำหน่ายในราคา “ทุกชิ้น 60 บาท” ( และเช่นเดียวกันที่มีสินค้าหลายอย่างมีราคาสูงกว่านั้น) หรือแม้แต่แผงจำหน่ายสินค้าจากประเทศจีน ที่แฝงตัวตามลานจอดรถห้างสรรพสินค้า หรือตามชั้นใต้ดินในมุมที่อับสายตา ที่มักจะปิดป้ายประกาศ “ทุกชิ้น 10 บาท” เหมือนกัน

 ผมเป็นขาประจำของร้านจำหน่ายสินค้าชนิดดังกล่าวในประเทศไทยด้วย เพราะความที่เห็นว่าราคาชิ้นละ 10 บาท หรือชิ้นละ 60 ล้วนแต่เป็นราคาที่ยั่วใจเป็นอย่างยิ่ง และเงินเพียงแค่ 10 บาทก็หยิบควักออกจากกระเป๋ามาจ่ายได้ง่ายไม่ต้องคิดมาก ไม่ต่างไปจากการควัก 60 บาทออกมา เป็นค่าที่เปิดขวดไวน์สักอันหนึ่งหรือมีดหั่นหมูหั่นผักสักหนึ่งเล่ม

 แต่เชื่อไหมครับว่าด้วยความที่ความคิดฝังหัวมาตลอด ว่าสินค้าในร้านประเภทนี้มีราคาถูก ทำให้ทุกครั้งผมจะซื้อสินค้ามากชิ้นหรือมากชนิดเกินความจำเป็นอยู่เสมอ บางอย่างเพียงแค่เห็นว่าราคาถูกผมก็หยิบใส่ตะกร้ามาจ่ายเงิน ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไร เมื่อไหร่ จนปัจจุบันนี้ผมมีสินค้าจากร้านราคาเดียว   หลงซ่อนอยู่ตามซอกหลืบในบ้านเต็มไปหมด

          เท่ากับว่าผมต้องจ่ายเงินมากกว่า ที่จะไปซื้อสินค้าชนิดเดียวกันจากตามห้างเสียด้วยซ้ำไป   เพราะฉะนั้นหากท่านเป็นนักนิยมสินค้าราคาถูกแบบผม เวลาที่จะเลือกซื้อหาสินค้าอะไรต้องคิดไตร่ตรองให้รอบคอบเสียก่อนนะครับ ว่าสินค้าชิ้นนั้นๆ ท่านซื้อไปแล้วจะมีโอกาสได้ใช้งานมันหรือไม่ และจงซื้อสินค้าไปเพียงแค่จำนวนที่เพียงพอต่อการใช้งานเท่านั้นหมดแล้วมาหาซื้อใหม่จะดีกว่า จงจำคาถาพอเพียงที่ว่า "ซื้อเพราะต้องใช้ ไม่ใช่ซื้อเพราะมันถูก" มิฉะนั้นท่านก็จะตกเป็น "เหยื่อ 100 เยน" เหมือนผมทุกวันนี้ครับ

พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ