
ศาลอนุมัติหมายจับผู้ต้องสงสัยปาบึ้มบ้านบรรหาร
นครบาลยังไม่คาดโทษตำรวจบางพลัดหย่อนยาน ปล่อยเหตุบึ้มบ้าน"บรรหาร"ซ้ำซาก ยันมีตำรวจคุมเข้มดูแลความเรียบร้อยบริเวณหน้าบ้านหน้าคืนเกิดเหตุ สรุปสถานการณ์บึ้มกทม.แค่หวังผลป่วนเมือง ยันภารกิจตำรวจ-ทหารยังเข้มข้นขึ้นทุกขณะ เน้นสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมออก
วันที่ 26 เม.ย. พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกกองบัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่า พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น.ได้สั่งการให้ฝ่ายสืบสวนสอบสวนรวบรวมคลี่คลายคดีคนร้ายลอบปาระเบิดหน้าบ้านพักนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกฯ ให้ได้โดยเร็ว ภายหลังเกิดเหตุซ้ำซ้อนรวมถึง 3 ครั้งด้วยกัน ส่วนจะมีการลงโทษนายตำรวจที่ดูแลความสงบเรียบร้อยบริเวณหน้าบ้านนายบรรหารหรือไม่นั้น อยู่ระหว่างการตรวจสอบรายละเอียดว่าเจ้าหน้าที่มีการปล่อยปละละเลยหรือไม่ เพราะครั้งนี้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจบาดเจ็บด้วย น่าเชื่อว่าคงจะอยู่ในที่เกิดเหตุ การลงโทษคงต้องดูเป็นรายๆไป ครั้งก่อนเมื่อไม่มีคนประจำการณ์ก็ต้องลงโทษ แต่ครั้งนี้มีตำรวจเจ็บก็แสดงว่าทำหน้าที่อยู่
"แม้จะมีตำรวจอยู่แต่คนร้ายก็ใช้ช่องก่อเหตุ คงไม่ต้องลงโทษซ้ำ เพราะตำรวจก็เจ็บ อีกทั้งคนเจ็บส่วนใหญ่ก็เป็นตำรวจที่ค่อนข้างมีอายุ เนื่องจากตำรวจหนุ่มๆ แข็งแรงก็ไป ปจ.กันเกือบหมด ขณะที่ฝ่ายสืบสวนระบุชัดกลุ่มผู้ก่อเหตุมีพฤติกรรมในการก่อเหตุคล้ายกัน เป็นไปได้สูงว่าน่าจะเป็นกลุ่มเดียวกัน หลายวันที่ไม่มีเหตุก็ต้องดูเรื่องการป้องกันด้วย หากมีเหตุแล้วลงโทษทุกรายตำรวจก็คงลำบาก ซึ่งคนร้ายอาจมีมากกว่า 1 กลุ่มก็ได้ แต่เบื้องต้นคาดว่าเป็นกองกำลังไม่ทราบฝ่ายก่อเหตุ โดยกำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อขออนุมัติหมายจับ โดยต้องพิจารณาเป็นกรณีไป โดยต้องดูว่าทำหน้าที่เพียงพอหรือไม่ หากจัดเวรยามแล้วไม่อยู่ ไปกินก๋วยเตี๋ยวก็ต้องลงโทษกัน" พล.ต.ต.ปิยะ กล่าว
สรุปเหตุระเบิดจุดอื่นทั่วกรุงแค่สร้างสถานการณ์
ทั้งนี้พล.ต.ต.ปิยะ อุทาโย โฆษกกองบัญชาตำรวจนครบาล แถลงข่าวสถานการณ์กลุ่มผู้ชุมนุมใน กทม. ว่าขณะนี้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่ม นปช. และกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งอาจแบ่งออกเป็นหลายกลุ่มย่อย โดย นปช.ยึดพื้นที่ราชประสงค์เป็นหลักแล้วเคลื่อนขบวนไปพื้นที่ต่างๆ มีการระดมกลุ่มผู้ชุมนุมส่วนใหญ่มาจากกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเพิ่มเติมกำลังจากต่างจังหวัดอีกบางส่วน นอกจากนี้ ยังมีการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายกับต่างจังหวัดด้วย ระยะหลังยอดกลุ่มผู้ชุมนุมสูงสุดช่วงเวลาหลังสามทุ่มประมาณ 10,000 คนเศษ เป็นน่าสังเกตคือ เริ่มมีการแสดงตัวของกองกำลังไม่ทราบฝ่ายที่ให้การสนับสนุนในการต่อต้านการทำงานของเจ้าหน้าที่มากขึ้น และยกระดับการชุมนุมอย่างต่อเนื่อง เปลี่ยนรูปแบบการเคลื่อนตัว หรือการแต่งกาย และเมื่อมีการชุมนุมยาวนานส่งผลให้กลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มฝ่าผืนกฎหมายมากขึ้น ตำรวจและทหารทำงานยากขึ้น รวมทั้งมีหลายฝ่ายพยายามหาชนวนเหตุให้เกิดการปะทะกันในหลายพื้นที่
"ตำรวจยังคงยืนยันมาตรการเดิมคือ ไม่ว่ากลุ่มใดที่ทำผิดกฎหมายก็จะดำเนินการเหมือนกันหมด ไม่มีละเว้น รวมถึงกลุ่มกองกำลังไม่ทราบฝ่ายก็เป็นหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องจับตาอยู่ ขณะนี้ฝ่ายกฎหมายกำลังรวบรวมพยานหลักฐานภาพถ่าย และพยานบุคคล เพื่อเตรียมการออกหมายจับ หากหลักฐานแน่นหนาเพียงพอก็จะขอศาลอนุมัติทันที ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันหลายฝ่ายทั้งฝ่ายสืบสวน กองปราบปราบก็มีการติดตามอย่างใกล้ชิด ส่วนความเคลื่อนไหวของกลุ่มไม่เห็นด้วย เช่น กลุ่มเสื้อหลากสี กลุ่มพิทักษ์สีลม และกลุ่มพันธมิตรฯ นั้นตอนนี้ยังไม่มีรายงานการเคลื่อนไหว แต่มีการย้ายจุดชุมนุมอยู่เรื่อยๆ ยกเว้นกลุ่มพิทักษ์สีลม ซึ่งมีการขยายฐานออกไปต่างจังหวัดแล้ว เน้นการกดดันให้ฝ่ายรัฐบาลดำเนินการคลี่คลายสถานการณ์โดยการกดดันการชุมนุมของ นปช.ให้หมดไป" โฆษกนครบาล กล่าว
พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวต่อว่า จากสถิติเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ ช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ พบว่า มีสถานการณ์แทรกซ้อนในการใช้อาวุธสงคราม วัตถุระเบิด ทั้งแบบขว้างและยิง รวมเหตุการณ์ทั้งหมดทั่วประเทศ 69 ครั้ง แบ่งเป็นระเบิดเอ็ม 79 จำนวน 20 ครั้ง อาร์พีจี 3 ครั้ง ระเบิดเอ็ม 67 หรือ 26 จำนวน 21 ครั้ง ที่เหลือเป็นระเบิดแสวงเครื่อง ล่าสุดเกิดขึ้นที่หน้าบ้านนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกฯ เป็นระเบิดแบบขว้าง ส่วนที่ บช.ภ.5 เป็นระเบิดแบบยิง ส่งผลให้การทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหารนั้น ต้องเพิ่มมิติการทำงานแตกต่างออกไป โดย ศอฉ.มีการปรับการทำงาน เน้นความใกล้ชิดกันมากขึ้นระหว่างกองกำลังตำรวจ และทหาร โดยทั้งสองฝ่ายยังทำงานได้อย่างดียิ่ง โดยคืนวันที่ 25 เม.ย. ได้ให้กองกำลังของตำรวจบางส่วนไปปฏิบัติหน้าที่ขึ้นตรงกับ ศอฉ. เพื่อปฏิบัติร่วมกันในการคลี่คลายสถานการณ์โดยเน้นการใช้กำลังเป็นหมวดหมู่
ขณะที่อีกส่วนหนึ่งปฏิบัติหน้าที่ที่ ศปก.น.ตามปกติ เน้นภารกิจดูรักษาสถานการณ์ในพื้นที่การชุมนุม สถานที่สำคัญต่างๆ และสืบสวนติดตามจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ โดยฝ่ายสืบสวนจะออกหมายเพิ่มขึ้นอีกหลายราย เช่น แกนนำ การ์ด หรือบุคคลที่มีแนวโน้มก่อให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน นอกจากนี้ ยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจต่างจังหวัด กองกำลังเจ้าหน้าที่พิเศษของ บช.น. ประกอบกำลังเป็นชุดเคลื่อนที่เร็ว 9 หมวด จำนวน 300 นาย รถจักรยานยนต์ 150 คัน มีนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรเป็นหัวหน้าควบคุม พกพาอาวุธปืนประจำกาย วิทยุสื่อสาร กุญแจมือ เสื้อเกราะ พร้อมปฏิบัติหน้าที่ 24 ชั่วโมงร่วมกับทหาร และสนธิกำลังร่วมกันได้ เน้นการเข้าสู่พื้นที่เป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว จับกุมผู้กระทำผิดกฎหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือบุคคลต้องสงสัยว่า จะเป็นผู้กระทำการให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน บุคคลที่ใช้รถจักรยานยนต์หรือยานพาหนะ ก่อให้เกิดความไม่สงบ หรือกระทำการยั่วยุ สร้างความปั่นป่วน ก่อให้เกิดความวุ่นวาย รบกวนกีดขวางเส้นทางสาธารณะ นำตัวส่ง สน.พื้นที่ รวมรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด และนำตัวไปควบคุมที่ บก.ตชด.ภาค 1 จ.ปทุมธานี
โฆษกนครบาล กล่าวถึงเหตุการณ์ความเคลื่อนไหวในช่วงค่ำคืนที่ผ่านมาว่า เหตุแรกเกิดขึ้นเมื่อเวลา 04.00 น. วันที่ 26 เม.ย. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.มักกะสนัน ได้รับแจ้งจาก รปภ.ศูนย์โชว์รูมเบนซ์ ถนนพระราม 9 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กทม. จากการตรวจสอบพบว่า เป็นระเบิดสังหารชนิดเค 75 จำนวน 2 ลูก คนร้ายได้ถอดสลักแล้วแต่ยังไม่ปลดเซฟตี้ที่สอง ระเบิดจึงยังไม่ทำงาน ซึ่งเจ้าหน้าเก็บกู้วัตถุระเบิดเก็บของกลางดังกล่าวไปตรวจสอบ อีกเหตุเวลา 06.50 น. วันเดียวกัน เจ้าหน้าที่สายตรวจ สน.ปทุมวัน ตรวจสอบเหตุพบวัตถุคล้ายระเบิดอยู่บนถนนราชดำริ บริเวณหน้า ร.พ.จุฬาลงกรณ์ จากการตรวจสอบเป็นยางในล้อรถจักรยานยนต์สีดำพันต่อกันเรื่อยๆ ลักษณะทรงกลมเส้นผ่านศูนย์กลาง 4 นิ้ว มองดูคล้ายวัตถุระเบิด
ส่วนเหตุระเบิดทั้ง 2 ครั้งที่บ้านอดีตนายกฯ บรรหาร รายงานว่าเป็นกลุ่มเดียว พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สรุปแต่สถานการณ์คล้ายคลึงกันกับที่เคยเกิด เช่น แผนประทุษกรรมเหมือนกัน แนวโน้มเป็นไปได้สูงน่าจะเป็นกลุ่มเดียวกัน ส่วนเหตุที่ สน.ปทุมวัน และสน.มักกะสัน เป็นการก่อกวนสร้างสถานการณ์ ซึ่งคนร้ายอาจมากกว่า 1 กลุ่มก็ได้ ถามถึงคาดโทษหรือย้าย พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า ต้องพิจารณาเป็นกรณีไป ขณะเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจบาดเจ็บก็แสดงว่ามีการดูแลปฏิบัติหน้าที่อยู่ แต่ก็ดูว่า ปฏิบัติหน้าที่หละหลวมหรือไม่
กรณีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เดินทางมาปฏิบัติหน้าที่ใน กทม. แต่ถูกสกัด จ.ปทุมธานี พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า ตำรวจไม่ได้กลับ เดินทางมาปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ แต่อาจต้องทิ้งรถเอาไว้ โดยให้เจ้าหน้าที่บางส่วนดูแลรักษาทรัพย์สิน รวมทั้งต้องขนย้ายกำลังตำรวจ และหลีกเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่นๆ ส่วนกำลังที่ยังมาไม่ถึงก็ใช้กำลังเดิมไปก่อนแม้ว่าจะครบกำหนดพักแล้วก็รอจนกว่าจะกำลังใหม่จะมาถึง ค่อยถอนกำลังออกไป
เมื่อถามว่า กลุ่ม นปช.ไม่ใส่เสื้อแดงตำรวจทำงานลำบากกว่าเดิมหรือไม่ พล.ต.ต.ปิยะ กล่าวว่า ไม่มีปัญหา ปรับยุทธวิธีไปตามสภาพ สีเป็นขบวนการหนึ่งที่บอกฝ่ายชัดเจน หัวใจสำคัญในทำงาน คือ แยกแยะผู้ถืออาวุธกองกำลังที่ใช้ความรุนแรง กับผู้บริสุทธิ์เพื่อให้เกิดความสูญเสียน่อยที่สุด
พยานสเก็ตซ์ภาพมือบึ้มบ้าน"บรรหาร"
เมื่อเวลา 13.00 น. พล.ต.ต.เอื้อพงศ์ โกมารกุล ณ นคร รอง ผบช.น. ได้เรียก พ.ต.อ.พูนประยูร อิศรศักดิ์ ณ อยุธยา ผกก.สน.บางยี่ขัน พ.ต.ท.พงษ์ศักดิ์ ทรัพย์ละออ รอง ผกก.สส.สน.บางยี่ขัน พ.ต.ท.นิกร ด้วงฉุน สว.สส.สน.บางยี่ขัน เพื่อสอบถามความคืบหน้าในการติดตามจับกุมคนร้ายปาระเบิดเอ็ม 67 เข้าใส่บริเวณหน้าบ้านนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกฯ ใกล้กับซอยจรัญสนิทวงศ์ 57 แขวงบางบำหรุ เขตบางพลัด กทม.จนทำให้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจและประชาชนได้รับบาดเจ็บ 8 ราย โดยใช้เวลาประมาณ 30 นาที
พล.ต.ต.เอื้อพงศ์ เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุพนักงานสอบสวนได้เรียกพยานในที่เกิดเหตุมาสอบปากคำทั้งหมดแล้ว เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณดังกล่าว 3 นาย ส่วนที่เหลือเป็นประชาชนที่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งขณะเกิดเหตุมีพยานรายหนึ่งกำลังเดินอยู่บนสะพานลอยคนข้ามใกล้เคียงกับบริเวณหน้าบ้านนายบรรหาร ก็พบเห็นคนร้ายทั้ง 2 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์มาจากแยกบรมราชชชนนีมุ่งหน้าแยกบางพลัด คนขับสวมหมวกกันน็อก ส่วนคนซ้อนท้ายไม่สวมหมวก เมื่อมาถึงบริเวณหน้าบ้านนายบรรหาร คนซ้อนท้ายก็ได้ปาระเบิดใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ระเบิดกระเด็นไปตกที่พื้นถนนก่อนจะระเบิดขึ้น
พล.ต.ต.เอื้อพงศ์ กล่าวต่อว่า พยานคนนี้สามารถจดจำใบหน้าคนร้ายที่นั่งซ้อนท้ายได้ เนื่องจากไม่ได้สวมหมวกกันน็อก ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้นำตัวพยานคนนี้ไปสเก็ตช์ภาพคนร้ายที่นั่งซ้อนท้ายแล้ว จากนั้นพนักงานสอบสวนก็จะนำไปขออนุมัติหมายจับจากศาลจังหวัดตลิ่งชัน ในข้อหา ร่วมกันพยายามฆ่า ร่วมกันมีเครื่องกระสุนปืน (ระเบิด) ที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ และร่วมกันทำให้เกิดระเบิดจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ทรัพย์สิน ซึ่งคาดว่าน่าจะออกหมายจับได้ภายในวันนี้ ส่วนคดีนี้จะโอนให้ดีเอสไอหรือไม่นั้น ต้องเสนอให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาอีกครั้ง ทั้งนี้จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณที่เกิดเหตุแล้วปรากฏว่าไม่สามารถจับภาพคนร้ายได้ ส่วนบริเวณหน้าบ้านของนายบรรหาร ก็ไม่มีกล้องวงจรปิดแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ทางฝ่ายสืบสวนกำลังลงพื้นที่ตรวสอบกล้องวงจรปิดในบริเวณใกล้เคียงที่เกิดเหตุอยู่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คนร้ายตามภาพสเก็ตเป็นชายไทย ไม่ทราบชื่อ อายุประมาณ 20-30 ปี สูงประมาณ 170 ซม. ผมยาวประบ่า รูปร่างท้วมสูงใหญ่ โหนกแก้มหนา ใบหน้าใหญ่ ปากใหญ่
เมื่อเวลา 18.00น.วันที่ 26 เมษายน พ.ต.ท.วิโรจน์ ทองประไพ พงส.(สบ2) สน.บางยี่ขั่น เปิดเผยว่า เมื่อเวลา 15.00น. ศาลได้อนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหาแล้วกรณีที่มีคนร้ายปาระเบิดใส่บ้านนายบรรหารจนทำให้มีคนได้รับบาดเจ็บหลายคน โดยหมายจับคนร้ายตามภาพสเก็ตซ์เป็นชายไทย ไม่ทราบชื่อ อายุประมาณ 20-30 ปี สูงประมาณ 170 ซม. ผมยาวประบ่า รูปร่างท้วมสูงใหญ่ โหนกแก้มหนา ใบหน้าใหญ่ ปากใหญ่ โดยแจ้งข้อหา ร่วมกันพยายามฆ่า ร่วมกันมีเครื่องกระสุนปืน (ระเบิด) ที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ได้ และร่วมกันทำให้เกิดระเบิดจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ทรัพย์สิน
รักษาการผบตร.ยันแดงไม่มีอำนาจตรวจค้นปปช.
พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร.ได้เดินทางมาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้สื่อข่าวได้เข้าสอบถามถึงเหตุการณ์ระเบิดทั้ง 3 จุดเมื่อคืนที่ผ่านมา คือ หน้าบ้านบรรหาร โชว์รูมรถพระราม 9 และหน้าโรงพยาบาลจุฬา ว่าเป็นอย่างไร พล.ต.อ.ปทีป กล่าวว่า ตอนนี้ให้ตำรวจนครบาล และกองพิสูจน์หลักฐานกำลังตรวจอยู่ และตำรวจที่รับผิดชอบต้องรายงานผลให้ทราบ
ส่วนในกรณีที่มีประชาชนร้องเรียนว่า การ์ดของ นปช.ได้รื้อค้นกระเป๋าของประชาชนที่เดินทางผ่านมาในที่ชุมนุมนั้น พล.ต.อ.ปทีป ได้สั่งการให้นครบาลเข้าไปดูแล เพราะการ์ดของนปช.ไม่มีอำนาจในการตรวจสอบและรื้อค้นข้าวของของประชาชน และหากทางตำรวจนครบาลเข้าไปดูแลแล้วการ์ดของนปช.ไม่เชื่อฟังก็จะต้องนำเนินคดีตามกฎหมาย ส่วนกรณีตำรวจ 2 นาย คือ พล.ต.ต.เพิ่มศักดิ์ ภราดรศักดิ์ อดีต ผบก.ภ.จว.อุดรธานี และพล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.น.ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ประชาชนปะทะกันที่ จ.อุดรธานี ตอนนี้ตรได้มีคำสั่งให้กลับมาทำงานและรอตำแหน่งอยู่
ผู้สื่อข่าวถามว่ากรณีเหตุระเบิดเมื่อคืนเกี่ยวข้องกับทางนปช.หรือไม่ ตอนนี้ยังไม่สามารถออกความเห็นได้ส่วนกรณีที่กลุ่มนปช.สกัดเจ้าหน้าที่ไม่ให้เข้ามาในพื้นที่กรุงเทพตอนนี้กำลังปรับแผนกันอยู่
ผู้สื่อข่าวสอบถามอีกถึงเรื่องการสลายการชุมนุมว่าท่านได้รับคำสั่งหรือไม่ พล.ต.อ.ปทีป ตอบว่ายังไม่ได้รับคำสั่ง



