ข่าว

แดงหลากสีกันยุทธวิธี"แยกปลาออกจากน้ำ"

แดงหลากสีกันยุทธวิธี"แยกปลาออกจากน้ำ"

26 เม.ย. 2553

จู่ๆ "คนเสื้อแดง" ได้ปรับเปลี่ยนยุทธวิธีการต่อสู้โดยการเปลี่ยนเครื่องแบบจาก "สีแดง" เป็น "เสื้อหลากสี" ทั้งที่ก่อนหน้านี้ใช้ "สีแดง" เป็นสัญลักษณ์ในการต่อสู้กับอำนาจรัฐ

มีการตั้งข้อสังเกตถึงการเปลี่ยน "สัญลักษณ์" การต่อสู้มาจากหลายสาเหตุ หลังจากรัฐบาลใช้ยุทธวิธีตั้งด่านสกัดหรือตรวจค้นคนเสื้อแดงที่เข้าไปไปยังพื้นที่ชุมนุมการใส่เสื้อหลากสีทำให้สะดวกต่อความเคลื่อนไหวไปยังที่ต่างๆ

 นอกจากนี้ ทำให้การชุมนุมเกิดความหลากหลายจากเดิมเป็นพื้นที่จำกัดเฉพาะสีแดง ยุทธวิธีนี้ทำให้คนไม่ชอบสีแดง แต่อยากรู้ข้อมูลการปราศัยเดินทางมายังพื้นที่ชุมนุม

 ดังนั้นเมื่อรัฐบาลตัดสินใจปราบผู้ชุมนุมโดยการใช้กำลังสลาย ทำให้การตอบโต้กลับทำได้ง่าย เพราะไม่มีสัญลักษณ์ของคนเสื้อแดง ขณะที่รัฐบาลมีเครื่องแบบชัดเจนอาจไม่ทราบว่าศัตรูคือใคร ทำให้เจ้าหน้าที่เกิดความสับสนหากจับผิดตัวจะยิ่งเป็นการเพิ่มศัตรูให้รัฐบาล  

 ที่สำคัญการเปลี่ยนเครื่องแบบจาก "สีแดง" เป็น "หลากสี" เป็นการทำลายยุทธวิธีรัฐที่ต้องการ "แยกปลาออกจากน้ำ"

 อย่างไรก็ตาม การปรับเปลี่ยนยุทธวิธีครั้งนี้สิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นคือ "แกนนำ" เริ่มรู้ตัวว่ากำลังเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำท่ามกลางข่าวลือหนาหูเรื่องรัฐบาลเตรียมใช้กำลังทหาร ตำรวจจากทั่วประเทศประมาณ 3 - 4 หมื่นนาย เพื่อเข้ามาทำการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์

 "เหวง โตจิราการ" หนึ่งในแกนนำคนเสื้อแดง ได้ขึ้นเวทีปราศรัยถึงสาเหตุการใส่เสื้อหลากสีถือเป็นการเปลี่ยนชุดนักรบนอกเครื่องแบบป้องกันการล้อมปราบ เป็นลับ ลวง พรางแบบหนึ่ง เพราะโจทย์ใหญ่คือการจะทำอย่างไรให้มีคนเสื้อแดงเข้ามาร่วมกันเป็นเรือนแสนตรึงคนเอาไว้ป้องกันการล้อมปราบจากรัฐบาลเป็นเหมือนกับการได้ชัยชนะแบบไม่ต้องรบ

 สาเหตุการเพลี่ยงพล้ำของ "คนเสื้อแดง" เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 22 เมษายน หลังจากมีการใช้ระเบิดเอ็ม 79 ยิงใส่ "ชาวสีลม" จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย บาดเจ็บเกือบหนึ่งร้อยราย

 หลังเกิดเหตุมีการประชุม "แกนนำคนเสื้อแดง" และได้ข้อสรุปว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นความเพลี้ยงพล้ำอย่างร้ายแรงจึงเป็นที่มาของข้อเสนอการเลื่อนเวลายุบสภาจาก 15 วัน เป็น 30 วัน

 เพราะเหตุการณ์ยิงเอ็ม 79 ที่สีลม ต่างจากเหตุการณ์ปะทะกันที่บริเวณสะพานผ่านฟ้า เมื่อวันที่ 10 เมษายน เนื่องจากผู้เสียชีวิต และบาดเจ็บย่านสีลมไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล ถือเป็นผู้บริสุทธิ์ ไร้อาวุธ

 ทำให้ "คนเสื้อแดง" เสียแนวร่วม และยิ่งทำให้ชาวสีลมเพิ่มความชิงชังคนเสื้อแดงเห็นได้จากมีการคว้างปารถแท็กซี่ และการ์ดคนเสื้อแดง จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ "แกนนำ" เสนอเปลี่ยนสีเสื้อ

 นอกจากนี้จะสังเกตว่าระยะหลัง "คนเสื้อหลากสี" ที่ชุมนุมต่อต้านคนเสื้อแดงมีจำนวนผู้เข้าร่วมเพิ่มสูงขึ้น ผู้ร่วมชุมนุมบางคนหรือบางกลุ่มไม่ได้ชื่นชอบการบริหารของ "รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" แต่ต้องการเอาชนะคนเสื้อแดง "ไม่อยากเห็นคนเสื้อแดงชนะ"

 ถือว่าขณะนี้ "คนเสื้อแดง" เจอศึกสองด้านคือ รัฐบาล และประชาชนที่เริ่มเบื่อหน่ายกับพฤติกรรมของคนเสื้อแดงบางคนและบางกลุ่มที่แสดงพฤติกรรม "เหนือกฎหมาย"

 จะเห็นได้จากคนเสื้อแดงตั้งด่านในภาคอีสานควบคุมตัวรถขนทหารเกือบ 100 นาย ที่จะลงไปปฏิบัติหน้าที่ในภาคใต้ หรือการสกัดเจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหารที่จะลงมาปฏิบัติหน้าที่ในกรุงเทพฯ

 นอกจากนี้ ในแกนนำคนเสื้อแดงเองก็เริ่มมีปัญหา "มวลชนเสื้อแดงบางกลุ่ม" เช่น กลุ่มจักรยานยนต์ ที่เคยลงชื่อไว้หลายพันคันการเคลื่อนไหวทุกครั้งต้องการเงินสดทันที มีรายงานว่าเมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมามีมวลชนมอเตอร์ไซค์ประมาณ 60 คนได้เดินทางไปขอรับเงินกับผู้รับผิดชอบหลังเวที เนื่องจากวันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน "มีงาน" ต้องเคลื่อนไหว

 และยังไม่รวมเรื่องค่าใช้จ่ายของ "การ์ด" ที่ต้องจ่ายเงินทุก 3-4 วัน แต่ขณะนี้ยังหาผู้รับผิดชอบไม่ได้

  หรือแม้กระทั่งข่าวลือเรื่อง "วีระ มุกสิกพงศ์ และ ณัฐวุฒิ  ใสยเกื้อ" เตรียมทำเรื่องขอเดินทางไปต่างประเทศ จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มี "คำชี้แจง" ออกจากปากแกนนำถึงข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าว

 มีการตั้งข้อสังเกตที่ยังไม่มีคำชี้แจงออกจากปากของ "แกนนำ" ที่ทำเรื่องขอเดินทางเข้าประเทศ เนื่องจากยังไม่ได้รับคำตอบจากประเทศที่จะเดินทางไป ว่าจะอนุญาตหรือไม่

 หากได้รับอนุญาตให้เดินทางเข้าประเทศนั้นๆ ได้ก็สามารถพูดได้เต็มปากว่าการเคลื่อนไหวไม่ใช่อาชญากรรม แต่เป็นการต่อสู้ทางการเมือง

 แต่หาก "คำขอไม่ผ่าน" คำว่าการต่อสู้ทางการเมืองก็จะกลายเป็น "อาชญากรรม" ไปโดยปริยาย

 ดังนั้นการขอเดินทางออกนอกประเทศของ " 2 แกนนำ" ถือเป็นเครื่องตัดสิน "สัญลักษณ์" อย่างหนึ่งของการต่อสู้เช่นกัน

 แม้ว่า "แกนนำ" จะประเมินว่า "ผู้นำกองทัพ" พยายามยืดการสลายชุมนุมให้นานที่สุด เพราะรู้ทัศนคติคนเสื้อแดงมองทหารด้วยสายตาคู่อาฆาตการเข้าสลายการชุมนุมย่อมส่งผลเสียหายมากมายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินที่อยู่บริเวณรอบถนนราชประสงค์

 ที่สำคัญต่างรู้ดีว่าการต่อสู้ครั้งนี้ของ "นายใหญ่" เป็นสงครามครั้งสุดท้ายอาจต้องใช้ชีวิตเป็นเดิมพัน!