
เอกชนหนุนรัฐเปิดเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู
เอกชนกลุ่มอาหารหนุนรัฐบาลเปิดเจรจาเอฟทีเอไทย-อียู หวั่นเสียเปรียบสิงคโปร์-เวียดนาม ระบุอียูควรลดภาษีนำเข้าสินค้าอาหารเป็น 0% ทันที หากเปิดเสรีระหว่างกัน
นายอัครพล ลีลาจินดามัย ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นของภาคเอกชนต่อการจัดทำความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย-สหภาพยุโรป (อียู) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ได้เชิญภาคเอกชนกลุ่มผู้ผลิตสินค้าและส่งออกสินค้าอาหารมาหารือเพื่อกำหนดท่าทีในการทำเอฟทีเอไทย-อียู ภาคเอกชนสนับสนุนให้มีการทำเอฟทีเอ ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์โดยตรงกับกลุ่มสินค้าอาหาร เนื่องจากเป็นกลุ่มสินค้าที่ไทยมีศักยภาพในการผลิตและส่งออกอยู่แล้ว
“กลุ่มอาหารต้องการให้อียูลดภาษีนำเข้าสินค้าอาหารเป็น 0% ทันที หากมีการทำเอฟทีเอระหว่างกัน และต้องรีบดำเนินการโดยเร่งด่วน เพราะหากไทยช้า จะทำให้เสียเปรียบสิงคโปร์และเวียดนาม ที่เป็นคู่แข่งสำคัญของไทยในอียู และอียูก็มีแผนที่จะเจรจาเอฟทีเอกับสองประเทศนี้อยู่แล้ว และยิ่งไทยตัดสินใจช้าหรือไม่เปิดเจรจา มาเลเซียก็พร้อมจะเข้าเจรจาแทน ซึ่งอาจทำให้ไทยเสียประโยชน์มากขึ้น” นายอัครพล กล่าว
นายอัครพล กล่าวว่า ภาคเอกชนกลุ่มสินค้าอาหาร ยังเรียกร้องให้กระทรวงพาณิชย์เร่งเจรจากับอียู กรณีที่ยื่นเรื่องต่อองค์การการค้าโลก เพื่อขอเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีที่ผูกพันไว้ สำหรับสินค้าสัตว์ปีก 8 รายการ ซึ่งกระทบต่อการส่งออกสินค้าสัตว์ปีกของไทย โดยขอเจรจาให้อียูยกเลิกการกำหนดโควตา หรือหากยกเลิกไม่ได้ ก็ขอให้มีการเจรจาขยายโควตาให้ได้มากที่สุด เนื่องจากโควตาที่อียูกำหนดมีปริมาณน้อยเกินไป ขณะที่ภาษีนอกโควตาก็สูงมาก
ที่ผ่านมา ไทยแจ้งต่ออียูเพื่อขอใช้สิทธิในการเจรจาชดเชยการเสียผลประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีดังกล่าวจำนวน 6 รายการ โดยมี 5 รายการเป็นสินค้าที่อียูนำเข้าจากไทยมากเป็นอันดับหนึ่ง ได้แก่ เนื้อไก่แปรรูปที่มีสัดส่วนเนื้อไก่น้อยกว่า 25% เนื้อเป็ด ห่าน ไก่กินีแปรรูป (ดิบ) ที่มีสัดส่วนเนื้อมากกว่า 57% เนื้อเป็ด ห่าน ไก่กินีแปรรูป (ปรุงสุก) ที่มีสัดส่วนเนื้อมากกว่า 57% เนื้อเป็ด ห่าน ไก่กินีแปรรูป (ดิบ) ที่มีสัดส่วนเนื้อมากกว่า 25% แต่ไม่เกิน 57% และเนื้อเป็ด ห่าน ไก่กินีแปรรูปที่มีสัดส่วนเนื้อน้อยกว่า 25% และอีก 1 รายการ มากเป็นอันดับสอง คือ ตับเป็ดและตับห่าน



