
สินค้าเกษตรแนวโน้มราคายังพุ่ง"น้ำตาล-ข้าว"ระยะสั้นผันผวนตามตลาดโลก
ตัวเลขเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสแรกของปี 2553 ที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะการส่งออกที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศออกมาปรากฏว่าไตรมาส 1 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึงกว่า 30% นอกจากนี้ ตัวเลขการจ้างงานก็ดีขึ้น การจับจ่ายซื้อ
ไตรมาส 2 แนวโน้มสดใส
เช่นเดียวกับภาคการเกษตร โดยทางสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) รายงานการประเมินเศรษฐกิจการเกษตรในไตรมาสแรกของปีนี้ พบว่าผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) ภาคการเกษตรเติบโตถึง 4.08% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจโดยรวมฟื้นตัวดีขึ้น อุตสาหกรรมการผลิตในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ อย่างอินเดียและจีน มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความต้องการบริโภคและการผลิตสินค้าต่างๆ ขยายตัวตามไปด้วย
ส่วนทิศทางในไตรมาส 2 นั้น คาดว่าจีดีพีภาคการเกษตรน่าจะขยายตัวใกล้เคียงกับไตรมาสแรก เนื่องจากยังคงมีปัจจัยสนับสนุนจากเศรษฐกิจโลกที่ขยายตัวต่อเนื่อง ประเทศต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติยังไม่ฟื้นตัว ทำให้มีความต้องการสินค้าอาหารอยู่มาก และจากการติดตามสถานการณ์การซื้อขายในตลาดซื้อขายสินค้าล่วงหน้าในตลาดชิคาโก ก็พบว่ายังมีแนวโน้มที่ดี
อย่างไรก็ตาม สศก. ระบุว่ายังไม่สามารถประเมินถึงแนวโน้มไตรมาส 3 ได้ เพราะยังต้องรอดูสถานการณ์ราคาและผลผลิตสินค้าเกษตรในช่วงครึ่งปีหลังเสียก่อน เพราะในช่วงนั้นจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก โดยเฉพาะอ้อย ที่จะส่งผลให้ราคาน้ำตาลในตลาดโลกผันผวน ส่งผลกระทบต่อราคาอ้อยในประเทศ อีกทั้งยังมีปัจจัยเสี่ยงด้านต่างๆ อีก เช่น ปัญหาการระบาดของเพลี้ยแป้งในมันสำปะหลัง เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในข้าว ที่ทำให้ผลผลิตลดลงจากที่ตั้งเป้าไว้ ตลอดจนปัญหาภัยแล้งที่รุนแรงขึ้น ก็เป็นอีกปัจจัยที่จะส่งผลกระทบต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจการเกษตร
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการสภาหอการค้าไทย กล่าวว่า ราคาสินค้าเกษตรโดยเฉพาะ ถั่วเหลือง และมันสำปะหลังมองว่ามีราคาดีต่อเนื่อง ซึ่งทิศทางราคาสินค้าเกษตรเหล่านี้จะเคลื่อนไหวตามราคาน้ำมัน โดยถั่วเหลืองในประเทศไทยนั้นผลผลิตมีน้อยกว่าความต้องการใช้อยู่แล้ว หรือประมาณ 2 แสนตันต่อปี ทำให้ไม่มีปัญหาในเรื่องของราคาประกอบกับได้รับการประกันรายได้จากรัฐบาลอีกด้วย ขณะที่ราคามันสำปะหลังนั้น เนื่องจากประสบกับปัญหาโรคระบาด จึงส่งผลให้ราคามันสำปะหลังสูงขึ้น ทั้งยังมีความต้องการซื้อจากจีนเป็นจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม สินค้าเกษตรตัวที่ดูจะมีปัญหาในขณะนี้ก็คือ ข้าว ซึ่งเกิดจากการที่รัฐบาลมีสต็อกข้าวอยู่ในมือมากเกินไป
ยางอยู่ระดับสูงต่อเนื่อง
ด้านนายหลักชัย กิตติพล นายกสมาคมยางพาราแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ราคายางยังคงมีแนวโน้มที่ดีกว่าปีที่แล้วแน่นอน โดยราคาเฉลี่ยทั้งปีน่าจะอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 75-95 บาท ขณะที่ปี 2552 ราคายางเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 50 บาทต้นๆ สาเหตุที่ราคายางปีนี้ดีเป็นเพราะเศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัว อีกทั้งมีความต้องการนำเข้ายางจากหลายประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจีน รัสเซีย อินเดียและบราซิล อย่างไรก็ตาม ราคายางในขณะนี้ที่สูงขึ้นไปถึงกิโลกรัมละ 120 บาท ถือเป็นราคาที่สูงเกินไป โดยสูงขึ้นเกินกว่า 3 เท่าจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งราคาอยู่ที่ 40 บาทต่อกิโลกรัม
ทั้งนี้ จีนมีความต้องการนำเข้ายางเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีการขยายตัวของอุตสาหกรรมรถยนต์ ประกอบกับในไทยเองจากยอดขายรถยนต์ที่ดีขึ้น นับเป็นประโยชน์กับเกษตรกร ส่วนปัญหาการเมืองไทยนั้น มองว่ามีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยางด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะด้านการส่งออกที่ปัจจุบันประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก แต่เมื่อไทยมีปัญหาการเมืองอาจจะส่งผลให้ลูกค้าขาดความเชื่อมั่นและหันไปสั่งซื้อสินค้าจากประเทศคู่แข่งรายอื่นแทน เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม
สำหรับผลผลิตยางนั้น ในปีนี้น่าจะมีผลผลิตยางน้อยกว่าปีก่อนเล็กน้อย โดยคาดว่าจะมีประมาณ 30 ล้านตัน เนื่องจากในช่วงเดือนมกราคม-เมษายนที่ผ่านมา ไทยประสบปัญหาสภาวะภูมิอากาศแห้งแล้ง ประกอบกับราคายางที่ปรับตัวดีขึ้นทำให้ชาวสวนยางไม่โค่นยางที่มีอายุมากทิ้งไป ซึ่งปกติยางที่มีอายุมากจะให้ผลผลิตน้อย แต่หากโค่นต้นยางลงกว่าที่จะปลูกต้นยางขึ้นมาและให้ผลผลิตได้จะต้องใช้เวลานานถึง 6-7 ปี
ชี้ราคาน้ำตาลโลกผันผวน
นายประกิต ประทีปะเสน ประธานคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย กล่าวถึงทิศทางราคาน้ำตาลทรายว่า ราคาน้ำตาลทรายในตลาดโลกปรับตัวลดลงต่อเนื่องตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เนื่องมาจากหลายเหตุผลคือ เป็นช่วงที่จบฤดูการผลิตพอดี ประกอบกับมีการคาดการณ์กันว่าในปีหน้าผลผลิตจะเพิ่มสูงขึ้น และสูงเกินกว่าความต้องการของตลาด จึงทำให้ราคาซื้อขายในตลาดล่วงหน้าปรับลดลง
“ขณะนี้มีตัวเลขคาดการณ์กันว่าปริมาณน้ำตาลในโลกจะมีมากขึ้นไม่ต่ำกว่า 10 ล้านตัน โดยเฉพาะผลผลิตในบราซิลไม่ต่ำกว่า 5 ล้านตัน และอินเดียอีกกว่า 6 ล้านตัน ส่วนในไทยผลผลิตอ้อยเพิ่มแต่น้ำตาลไม่เพิ่ม เนื่องจากความความหวานของอ้อยน้อยลง” นายประกิตกล่าวและว่า
ราคาน้ำตาลทรายโลกปรับลดลงจากราคาสูงสุดที่ประมาณ 30 เซ็นต์ต่อปอนด์ มาอยู่ที่ 17 เซ็นต์ต่อปอนด์ (จากปีก่อนราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 22 เซ็นต์ต่อปอนด์) แต่ก็ไม่มีผลกระทบกับประเทศไทย เนื่องจากได้มีการขายล่วงหน้าไปหมดแล้ว อย่างไรก็ตาม ทิศทางของราคาน้ำตาลจะเป็นอย่างไรนั้นดูจะยังไม่แน่นอนและมีความผันผวน ขึ้นอยู่กับว่าผลผลิตในฤดูกาลหน้าที่ออกมาจะเป็นอย่างไร โดยตามปัจจัยที่คาดการณ์กันว่าจะมีผลผลิตในโลกออกมาดีนั้นก็ใช่ว่าจะแน่นอนเช่นกัน เพราะทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศที่คาดการณ์ได้ยากมาก อย่างปีที่แล้วอินเดียถือว่าประสบปัญหาแห้งแล้งมาก ทำให้ตอนนี้ยังคาดการณ์อะไรไม่ได้เลย
ข้าวราคาตกต่ำแต่แนวโน้มดี
ส่วนความเคลื่อนไหวของราคาข้าวนั้น นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ราคาข้าวในตลาดโลกปรับตัวลดลงมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ และมีนาคม เนื่องจากตลาดโลกมีความซบเซา การพยากรณ์ต่างๆ ไม่เป็นอย่างที่คาดการณ์ไว้ว่าผลผลิตข้าวในตลาดโลกจะลดลง เช่น อินเดียที่คาดว่าผลผลิตจะไม่เพียงพอกับการบริโภคในประเทศและมีความต้องการนำเข้า แต่กลับเป็นว่าอินเดียมีผลผลิตดีขึ้น เป็นต้น ส่งผลให้ราคาปรับลดลงมาอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ราคาพืชผลทางการเกษตรตัวอื่น เช่น ข้าวสาลี ปรับลดลงจาก 550 ดอลลาร์ต่อตัน มาอยู่ไม่ถึง 190 ดอลลาร์ต่อตัน ข้าวโพดเคยสูงสุดที่ 340 ดอลลาร์ต่อตัน ลงมาที่ 160 ดอลลาร์ต่อตัน ส่งผลให้ผู้บริโภครายใหญ่อย่างประเทศในแถบแอฟริกาหันไปบริโภคข้าวสาลีและข้าวโพดมากขึ้น ส่งผลต่อความต้องการบริโภคข้าวส่วนหนึ่งหายไป ประกอบกับเงินบาทแข็งค่าและรัฐบาลไม่มีความชัดเจนในเรื่องการระบายสต็อกข้าว รวมๆ แล้วส่งผลต่อตลาดข้าวให้ซบเซาลงไปมาก และส่งผลต่อราคาให้ปรับตัวลดลง และสะท้อนต่อราคาข้าวในประเทศให้ปรับตัวลดลงตาม
โดยปัจจุบันราคาข้าวขาว 5% ลดลงมาอยู่ที่ 450 ดอลลาร์ต่อตัน ส่วนข้าวนึ่งซึ่งมีตลาดหลักคือประเทศในแถบแอฟริกา ราคาลดลงจาก 520-530 ดอลลาร์ต่อตัน เหลือที่ 460 ดอลลาร์ต่อตัน โดยมองว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นนี้ต่อไปอีก 1-2 เดือน จนกว่าสต็อกข้าวในแอฟริกาจะหมดไปและมีความต้องการซื้อเข้ามาอีกรอบ หรือจะมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเช่นเรื่องของภัยแล้งขึ้นมาอีก
นายชูเกียรติกล่าวว่า ราคาข้าวในขณะนี้น่าจะถึงจุดต่ำสุดแล้ว โดยมองว่าในช่วงครึ่งปีหลังน่าจะมีความต้องการซื้อกลับเข้ามา เมื่อสต็อกข้าวของประเทศผู้นำเข้าลดน้อยลง ส่งผลให้ราคาข้าวในช่วงครึ่งปีหลังดีขึ้น
ขณะที่นายประสิทธิ์ บุญเฉย นายกสมาคมชาวนาไทย กล่าวถึงสาเหตุที่ทำให้ราคาข้าวเปลือกในขณะนี้ลดลง ว่ามาจากสาเหตุหลายประการ แต่ที่สำคัญคือปริมาณข้าวในประเทศนั้นมีจำนวนมากเกินไป รวมทั้งการประกาศราคาอ้างอิงข้าวเปลือก ตามโครงการรับจำนำของรัฐบาลนั้นเป็นเกณฑ์กำหนดราคาเพดานขั้นต่ำ ซึ่งเป็นเหมือนการกดราคาไปโดยธรรมชาติ ทำให้ทุกคนต่างมองว่าราคามีแนวโน้มปรับตัวลดลงอีกก็จะไปรอซื้อในราคาที่ต่ำกว่า จึงต้องการเรียกร้องให้รัฐบาลหาแนวทางในการรักษาเสถียรภาพของราคาข้าวที่ตกต่ำในขณะนี้ด้วย



