ข่าว

ไทยโธเปีย

ไทยโธเปีย

26 เม.ย. 2553

สิ่งที่ยากลำบากอย่างหนึ่งของคนไทยทั่วไปในเวลานี้ ก็คือการพยายามทำความเข้าใจกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยพบ ไม่เคยเห็น ไม่เคยเป็น ไม่เคยมีมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมกลางเมืองในย่านธุรกิจการค้าที่สำคัญของกรุงเทพฯ

หนำซ้ำยังมีการเสริมที่มั่นโดยรอบด้วยยางรถยนต์ ไม้รวกและตาข่าย จนพื้นที่บริเวณนั้นเหมือนอยู่ในภาวะสงครามกลางเมือง หรือทหารตำรวจที่ออกเผชิญหน้ากับผู้ชุมนุมด้วยมีเพียงโล่เพื่อป้องกันตนเอง และเป็นฝ่ายถอยร่นหรือถอนกำลังเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกัน บางครั้งก็ถูกควบคุมตัว ถูกตรวจค้น หรือยึดอาวุธรวมทั้งตกเป็นเหยื่อสังหารของคนร้ายที่แฝงตัวเข้ามาในช่วงชุลมุน

 การดำเนินการแก้ปัญหาของฝ่ายบริหารที่คำนึงถึงหลักนิติรัฐ นิติธรรมมากกว่ารัฐศาสตร์การแสดงบทบาททั้งในและนอกสภาของตัวแทนฝ่ายนิติบัญญัติ การนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการสร้างกระแสมวลชน ทำให้เกิดชุมชนเฟซบุ๊ก เช่นเดียวกับที่เคยเกิดม็อบมือถือในอดีต เป็นต้น

 ถ้ามองในแง่ร้าย เราก็คงจะเกิดความรู้สึกหงุดหงิด เคร่งเครียด และมีปัญหาในด้านการตีความต่างๆ ซึ่งแตกต่างไปจากสิ่งที่เราเคยพบเคยเห็นหรือคุ้นเคย และอาจตั้งคำถามถามตัวเองว่า ทำไมผู้ชุมนุมถึงได้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ทำไมรัฐบาลหรือทหารตำรวจถึงไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้ พวกที่ออกมารวมพลต่อต้านผู้ชุมนุมเป็นการจัดตั้งของรัฐบาลหรือเปล่า ประเทศต้องฉิบหายไปอีกเท่าไหร่ หรือเมื่อไหร่เรื่องวุ่นวายถึงจะจบๆ ลงเสียที เป็นต้น

 แต่หากมองในอีกแง่มุมหนึ่ง เราก็จะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ที่สอดคล้องกับวิวัฒนาการของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มพูนขึ้นของบทบาทฝ่ายพลเมือง กับการถอยเข้าสู่จุดยืนอันถูกต้องเหมาะสมของฝ่ายรัฐและกำลังพล ด้วยการให้อำนาจแก่ฝ่ายตุลาการ อันเป็นดุลถ่วงของอำนาจบริหารและเครื่องค้ำประกันสิทธิและเสรีภาพของพลเมือง

 แม้ว่าในการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้นอำนาจอธิปไตยจะเป็นของประชาชน และเมืองไทยเองมีการพูดถึงการกระจายอำนาจของระบบการบริหารราชการแผ่นดินมาเป็นเวลาช้านานพอสมควรแล้วก็ตาม แต่ตามความเป็นจริงแล้วคนไทยก็ยังติดอยู่กับระบบการบริหารแบบรวมศูนย์ซึ่งรัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ต่างๆ โดยพลเมืองในท้องถิ่นเป็นผู้ปฏิบัติตามนโยบายเหล่านั้น

 ดังนั้น เมื่อมองในด้านดี ก็อาจจะพอเห็นได้ว่า ต่อไปประชาชนพลเมืองจะมีสิทธิมีเสียงมากขึ้น สามารถแสดงออกถึงความต้องการหรือไม่ต้องการในสิ่งต่างๆ โดยไม่จำเป็นต้องจำใจรับข้อเสนอทุกอย่างที่รัฐบาลจัดให้ และในหมู่พลเมืองด้วยกันเองก็สามารถมีความเห็นที่แตกต่างกันได้ ซึ่งต่อๆ ไป พวกเขาจะรู้จักบริหารความขัดแย้ง และเรียนรู้การอยู่ร่วมกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย หรือแบ่งปันประโยชน์สุขระหว่างกัน โดยผ่านพ้นการใช้ความรุนแรงต่อกัน

 และฝ่ายการเมือง ทั้งภาคบริหารและนิติบัญญัติก็คงต้องยกระดับการทำหน้าที่ของตนให้สอดคล้องกับพัฒนาการของภาคพลเรือน

 ที่ผมพูดมานี้ไม่ใช่เรื่อง "ยูโธเปีย" หรอกนะครับ แต่เป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้จริงๆ ในสังคมไทย ถ้าเราผ่านค่ำคืนแห่งฝันร้ายไปได้ และตื่นขึ้นมาพร้อมกับความมุ่งมั่นว่าเราจะร่วมกันฟื้นฟูเมืองไทย และทำวันใหม่ให้ดีกว่าเดิม