ข่าว

คุณยายตัวร้ายกับเด็กสุดแสบ

คุณยายตัวร้ายกับเด็กสุดแสบ

25 เม.ย. 2553

ทอรี แฮนเซน พยาบาลสาวโสดวัย 33 ปีแห่งรัฐเทนเนสซี สหรัฐอเมริกา รู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษเมื่อจะได้เป็นแม่คนเป็นครั้งแรก แม้จะเป็นเพียงแม่อุปถัมภ์ก็ตาม หลังรับอุปถัมภ์เด็กกำพร้าต่างชาติคนหนึ่งโดยไม่ฟังเสียงของ แนนซี แฮนเซน ผู้เป็นแม่ที่เตือนว่าควรจะคิดให้รอบ

แต่ทอรีก็ไม่ฟัง ดึงดันรับ อาร์ตียอม ซาเวลเยฟ เด็กกำพร้าจากเมืองพาร์ติแซงส์ ในตะวันออกไกลของรัสเซียมาเลี้ยงดู พร้อมกับตั้งชื่อใหม่ว่า จัสติน แต่หลังจากนั้นไม่นานนัก คำเตือนของนางแนนซีก็มีเค้าจะเป็นจริง เมื่อเจ้าหนูจัสตินส่อแววว่าจะเป็นคนก้าวร้าว รุนแรง ถึงขั้นเกือบจะเผาบ้านของแม่บุญธรรมวอดเป็นจุณ ทำให้ครอบครัวนี้สุดจะทนอีกต่อไป ตัดสินใจส่งเด็กกำพร้าคนนี้กลับประเทศ แต่แทนที่จะบินไปส่งด้วยตัวเอง พวกเธอกลับแค่ซื้อตั๋วใบเดียวเที่ยวเดียวให้จัสตินเดินทางกลับรัสเซียตามลำพัง โดยไม่ห่วงใยว่าอาจจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นกับเด็กผู้นี้ก็เป็นได้

 ถึงแม้ว่าจัสตินจะเดินทางกลับบ้านเกิดโดยปลอดภัย แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ได้บานปลายเป็นไฟลามทุ่ง ถึงขั้นทางการหมีขาวตัดสินใจระงับการออกใบอนุญาตให้ชาวอเมริกันรับเด็กชาวรัสเซียไปเลี้ยงดู ขณะที่รัฐเทนเนสซีก็ยื่นมือไปสอบสวนครอบครัวแฮนเซนว่าต้นสายปลายเหตุเป็นเช่นใด

 แนนซีอ้าปีกปกป้องทอรี บุตรสาว ว่าเธอมีแต่ความจริงใจ "ลูกสาวของฉันแค่ต้องการจะมีครอบครัวของตัวเอง ส่วนฉันก็คิดว่าทุกคนพร้อมจะรักเด็กชายคนนั้น" หลังได้รับแจ้งเมื่อเดือนกันยายน ปีที่แล้วว่า เด็กชายอาร์ตียอม ซาเวลเยฟ มีสุขภาพแข็งแรงดี และเมื่อเด็กชายร่างผอมบางผู้นี้เดินทางมาอยู่กับครอบครัวใหม่แล้ว ตอนแรกก็ดูมีความสุขดี แต่เกือบจะทันทีทันใดนั้นก็สร้างปัญหาให้แก่ครอบครัวใหม่

 นางแนนซีได้สาธยายสารพัดปัญหาที่จัสตินก่อขึ้น ว่าเป็นเด็กอารมณ์ร้อน ถ้าไม่ได้อะไรดังใจเช่นของเล่นหรือวิดีโอเกมก็จะกรีดร้อง จากนั้นก็ตรงเข้าไปเตะต่อยหรือถึงขั้นใช้ของมีคมทิ่มแทงแม่อุปถัมภ์ รวมทั้งยังขู่ฆ่าทุกคนในบ้านด้วย

 "เจ้าหน้าที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าของรัสเซียโกหกลูกสาวของฉันทุกอย่าง เพราะสาเหตุแท้จริงที่ส่งเด็กคนนั้นมาอยู่กับเรา เพียงเพราะต้องการกำจัดเขาให้พ้นหูพ้นตาต่างหาก"

 "ตอนแรกฉันคิดว่าถ้าทุ่มเทความรักให้แล้ว ก็จะช่วยให้เขามีพฤติกรรมดีขึ้น แต่ฉันก็คิดผิด" ขณะที่ทอรีได้ไปขอคำแนะนำจากจิตแพทย์หลายคน แต่ทุกครั้งไม่ได้พาจัสตินไปพบกับจิตแพทย์เหล่านั้นด้วย พวกเขาช่วยกันจัดทำโครงการสอนภาษาอังกฤษในบ้าน เตรียมพร้อมก่อนจะส่งไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนในช่วงฤดูใบไม้ร่วง ระหว่างนั้นก็จะให้วิ่งเล่นกับญาติรุ่นราวคราวเดียวกันที่สนามหญ้าหลังบ้าน

 แต่ทุกอย่างก็ไม่เป็นไปตามแผน นับวันจัสตินยิ่งแสดงความร้ายกาจและจงเกลียดจงชังครอบครัวอุปถัมภ์ครอบครัวนี้มาก "เขาวาดภาพบ้านของเรากำลังถูกเผา แล้วก็เที่ยวบอกใครต่อใครว่ากำลังจะเผาบ้านหลังนี้ กะจะคลอกให้เราตายทั้งเป็น" นางแนนซีรำพัน "ฉันเริ่มประสาทกินกลัวว่าจะไม่ปลอดภัย เป็นเรื่องน่ากลัวเหลือเกิน"

 ท้ายสุด ความอดทนของครอบครัวนี้ก็สิ้นสุดลงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เมื่อจัสตินขโมยรูปปั้นเล็กๆ หนักราว 3 ปอนด์ หนำซ้ำยังพยายามทำร้ายป้าด้วยความโกรธที่บังคับให้แก้โจทย์เลขที่ทำผิด

 นางแนนซีจึงจัดการซื้อตั๋วเครื่องบินของสายการบินยูไนเต็ด แอร์ไลน์ส บินจากวอชิงตันสู่รัสเซียให้จัสติน พร้อมกับจ้างชาวรัสเซียคนหนึ่งด้วยเงิน 200 ดอลลาร์ให้ไปรับจัสตินที่สนามบินและพาไปทิ้งไว้ที่กระทรวงศึกษาธิการรัสเซียด้วย

 จัสตินเดินทางกลับรัสเซียตามลำพัง ที่ติดตัวมีเพียงจดหมายสั้นๆ ว่า "เด็กคนนี้มีปัญหาทางจิตอย่างรุนแรง ชอบความรุนแรงและก่อปัญหาอยู่เนืองนิตย์ ฉันถูกเจ้าหน้าที่สถานรับเลี้ยงเด็กรัสเซียหลอกลวงว่าเด็กคนนี้ไม่มีปัญหาทางจิตหรืออื่นๆ หลังจากพยายามอย่างดีที่สุดที่จะเลี้ยงดูเด็กคนนี้ ฉันเสียใจที่จะบอกว่าเพื่อความปลอดภัยของครอบครัวของฉัน เพื่อนและตัวเอง ฉันไม่ต้องการจะเป็นผู้ปกครองของเด็กคนนี้อีกต่อไป"

 ทันทีที่เดินทางกลับบ้านเกิด จัสตินถูกนำตัวไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลทันที ต่อมาไม่นานนัก มีครอบครัวชาวรัสเซียอย่างน้อย 3 ครอบครัวยื่นความจำนงขอรับเด็กชายคนนี้ไปเลี้ยงดูแทน

 ประธานาธิบดีดมิทรี เมเดเวฟ ให้ความเห็นว่า ปัญหาเกิดจากเด็กคนนี้ไปอยู่ในครอบครัวที่เลวร้ายสุดๆ ด้านเซอร์ไก ลัฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศ กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็น "ฟางเส้นสุดท้าย" เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยเกิดกรณีความล้มเหลวของการรับเด็กรัสเซียไปเลี้ยงดูหลายต่อหลายราย สุดท้ายกระทรวงศึกษาธิการรัสเซียก็สั่งระงับการออกใบอนุญาตให้ครอบครัวชาวอเมริกันรับเด็กรัสเซียไปอุปถัมภ์เป็นการชั่วคราวระหว่างการสอบสวนเบื้องลึกต่างๆ หลังจากอนุญาตให้รับไปเลี้ยงดู 1,600 รายเมื่อปีที่แล้ว รวมแล้วขณะนี้มีเด็กกำพร้ารัสเซียกว่า 6 หมื่นคนอยู่อย่างมีความสุขกับครอบครัวอุปถัมภ์ชาวอเมริกัน

 อย่างไรก็ดี โฆษกกระทรวงต่างประเทศสหรัฐชี้ว่าทั้งสหรัฐและรัสเซียจะต้องรับผิดชอบร่วมกันในส่วนของความปลอดภัยของเด็ก นอกจากนี้จะต้องร่วมกันรับผิดชอบเพื่อประกันว่าการรับเด็กไปอุปถัมภ์จะเป็นไปตามกฎหมายและการมีการสอดส่องดูแลในระดับที่เหมาะสม

 ทั้งผู้เชี่ยวชาญและครอบครัวที่รับเด็กรัสเซียไปอุปถัมภ์ต่างช็อกไปตามๆ กันกับท่าทีของทางการรัสเซียครั้งนี้  โดยยืนยันว่าเด็กอุปถัมภ์ส่วนใหญ่ต่างมีความสุขและรักครอบครัวใหม่ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการอุปถัมภ์เด็กกำพร้าให้ความเห็นว่า ครอบครัวส่วนใหญ่มักจะคิดตื้นๆ เพียงแค่อยากรับเลี้ยงเด็กสักคน โดยไม่เข้าใจว่าจริงๆ แล้วเด็กเหล่านี้ต้องการอะไรกันแน่ โดยเฉพาะเด็กที่เริ่มโตพอจะรู้ความว่าถูกทอดทิ้งหรือไม่เป็นที่ต้องการ

 "ผู้ปกครองเหล่านี้ไม่ได้เตรียมจิตเตรียมใจให้พร้อมที่จะรับมือปัญหาที่เด็กก่อขึ้น รวมทั้งผลที่เกิดขึ้นตามมา" โจเซฟ ลาบาร์เรรา จิตแพทย์คนหนึ่งในเมืองแนชวิลล์ให้ความเห็น

 "กรณีที่เกิดขึ้นนี้อาจจะทำให้เด็กต้องกลับมาอยู่ในสถานรับเลี้ยงเด็ก มากกว่าจะได้ไปอยู่กับครอบครัวที่พร้อมรับเด็กไปอุปถัมภ์ด้วยความรักความเข้าใจ นี่คงจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมแท้จริง" ซู ไกเอนนี ซึ่งรับเด็กชาวรัสเซียคนหนึ่งไปอุปถัมภ์เมื่อเกือบ 10 ปีที่แล้ว และขณะนี้เป็นประธานองค์การครอบครัวอุปถัมภ์เด็กชาวรัสเซียและยูเครนแห่งชาติให้ความเห็น

 ขณะที่ บ๊อบ เติร์ก อัยการเมืองแนชวิลล์ กล่าวว่า การกล่าวหาครอบครัวที่ทอดทิ้งเด็ก ขึ้นอยู่กับว่าเด็กผู้นั้นถือสัญชาติอเมริกันหรือไม่ ในกรณีของจัสตินนั้นเนื่องจากไม่มีใบเกิด ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่จะชี้ว่าเด็กผู้นี้กำลังจะได้สัญชาติอเมริกัน จึงทำให้ยากที่จะฟ้องร้องครอบครัวนี้ได้

 หลังจากเกิดเรื่องครึกโครมแล้ว ครอบครัวแฮนเซนต่างเก็บตัวเงียบไม่ยอมรับโทรศัพท์และไม่ยอมให้สัมภาษณ์ใดๆ

บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์