ข่าว

 ถูกคือถูก...ผิดคือผิด

ถูกคือถูก...ผิดคือผิด

25 เม.ย. 2553

สิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในขณะนี้ เชื่อมั่นว่า คนส่วนใหญ่ของประเทศคงจะรู้สึกไม่แตกต่างจากกัน นั่นคือ เศร้าสลด หดหู่ และเจ็บปวด เพราะเลือดและเนื้อที่สูญเสียไป ล้วนแต่เป็น “ไทย” ด้วยกัน

นับเนื่องจากเหตุปะทะรุนแรงที่บริเวณสี่แยกคอกวัวเมื่อวันเสาร์ที่ 10 เมษายน จนถึงค่ำคืนของวันพฤหัสบดีที่ 22 เมษายน บริเวณแยกศาลาแดงและถนนสีลม

 โดยส่วนตัวดิฉันเชื่อว่า นาทีนี้คงแทบไม่มีใครอยากคิดเรื่องเงินๆ ทองๆ หรือจะคิดว่าจะขยับโยกย้ายเงินอย่างไรเพื่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มสูงสุด เพราะสถานการณ์ที่บีบคั้นหัวใจเราในขณะนี้ มันบีบรัดเกินกว่าจะมานั่งคิดถึงแต่ประโยชน์ของตัวเองมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม

 แต่ด้วยหน้าที่ และความรับผิดชอบ ดิฉันจำเป็นต้องหาเรื่องเงินๆ ทองๆ มาฝากคุณผู้อ่าน ถึงไม่อยากทำ เพราะมันหม่นหมองไปหมด แต่เมื่อเป็น “หน้าที่” ก็ต้องทำให้ “ดีที่สุด” 

 น่าแปลกที่ฉับพลันทันทีที่ดิฉันติดตามสถานการณ์การชุมนุมและเหตุปะทะระหว่างประชาชนกับประชาชน ตามมาด้วยเสียงระเบิดอีก 5 ครั้งกลางแยกศาลาแดง มีคำพูดหนึ่งผุดขึ้นในสมอง “สิ่งที่ถูก ก็คือ สิ่งที่ถูก แม้ไม่มีใครทำสิ่งนั้น และสิ่งที่ผิด ก็คือ สิ่งที่ผิด แม้ทุกคนทำสิ่งนั้น”

 เจ้าของวลีที่ทำให้เรานึกรู้ถึง “ผิดชอบชั่วดี” (ซึ่งต้องขออภัยหากข้อความไม่ได้ถูกต้องตรงทุกคำพูด) คือ ศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย อดีตประธานคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผู้ล่วงลับ และนับเป็นผู้มีคุณูปการกับวงการตลาดทุน รวมถึงยังเป็น “ครู” ของผู้บริหารองค์กรชั้นนำของประเทศอีกมากมาย

 ที่จริง วลีดังกล่าวของอาจารย์สังเวียน ถูกนำมาจดจารไว้ด้านหน้าห้องประชุมที่มีชื่อเดียวกับอาจารย์ ซึ่งอยู่บนชั้น 3 ของอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ยอมรับค่ะว่า แม้จะมีโอกาสแวะเวียนไปหลายครั้ง แต่ยอมรับว่า ดิฉันก็ไม่เคยสังเกตเห็น จนวันหนึ่งมีโอกาสคุยกับคุณผาณิต เกิดโชคชัย ผู้อำนวยการสื่อสิ่งพิมพ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ คุณผาณิตบอกดิฉันถึงวลีดังกล่าว และดิฉันจดจำและตระหนักมาจนถึงวันนี้

 ไม่ใช่คนส่วนใหญ่ทำอะไรแล้วต้องถูกทั้งหมด เพราะถ้ามัน “ผิด” มันก็ “ผิด” และถึงแม้ไม่มีใครทำสิ่งที่ถูกเลย แต่เมื่อมัน “ถูก” มันจึง “ถูก”

สำคัญที่สุดคือ เราต้องแยกผิดชอบชั่วดีออกจากกันให้ได้เสียก่อน เพราะถ้าเริ่มต้นยังแยกไม่ได้ เราก็ยังไม่รู้ว่า อันไหนคือถูก และอันไหนคือผิด

สำหรับการลงทุนในบ้านเรา หลังจากเราตื่นตัวเรื่อง “ธรรมาภิบาล” หรือ “บรรษัทภิบาล” ที่เน้นการกำกับดูแลกิจการที่ดี ซึ่งเหมือนกับมี “ตัววัด” มาตรฐาน ก็น่าจะช่วยทำให้นักลงทุนสะดวกขึ้น และสบายใจมากขึ้นว่าบริษัทที่เข้าไปลงทุนอย่างน้อยก็มีการตรวจสอบ มีการกำกับ มีการดูแลไม่ให้เกิดการดำเนินงานที่ออกนอกลู่นอกทาง

แต่เชื่อหรือไม่คะว่า การลงทุนในบริษัทที่มี “ธรรมาภิบาล” ที่ดี หรือมีการตอบแทนให้สังคมนั้น ไม่ใช่แต่จะทำให้นักลงทุนหรือผู้ถือหุ้นสบายใจเท่านั้น แต่ยังนำมาซึ่ง “ผลตอบแทนที่ดี” ให้แก่นักลงทุนด้วย

งานนี้แหละค่ะที่เรียกว่า “ทำดีได้ดีของจริง” !!!

ขออนุญาตหยิบยกตัวอย่างที่เป็น “รูปธรรม” อย่างกรณีของ บลจ.ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) ที่เพิ่งจะคว้ารางวัลกองทุนยอดเยี่ยมแห่งปี “มันนี่ แอนด์ เวลธ์ แอลทีเอฟ/อาร์เอ็มเอฟ ฟันด์ อวอร์ด 2009” ที่จัดขึ้นโดยนิตยสารมันนี่ แอนด์ เวลธ์ (M&W) ร่วมกับมอร์นิ่ง สตาร์ รีเสิร์ช ประเทศไทย ซึ่งหนึ่งในกองทุนที่ได้รับรางวัลยอดเยี่ยม คือ กองทุนเปิด ไอเอ็นจี ไทย บรรษัทภิบาล หุ้นระยะยาว ที่มีผลตอบแทนในช่วง 3 ปีและ 5 ปีอยู่ในระดับ “ยอดเยี่ยม”

คุณต่อ อินทวิวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายธุรกิจกองทุนและที่ปรึกษาการลงทุน บลจ.ไอเอ็นจี บอกว่า นอกจาก กองทุนเปิด ไอเอ็นจี ไทย บรรษัทภิบาล หุ้นระยะยาว จะเน้นลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานและผลประกอบการดี และมีแนวโน้มการเจริญเติบโตในอัตราสูงแล้ว ยังเลือกลงทุนในหุ้นที่ได้รับเลือกให้เป็นบริษัทจดทะเบียนที่มีระบบ “ธรรมาภิบาล” ที่ดีที่จัดโดยสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (IOD) ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

ในปี 2552 ที่ผ่านมา กองทุนเปิด ไอเอ็นจี ไทย บรรษัทภิบาล หุ้นระยะยาว สามารถสร้างผลตอบแทนได้ 75.16% สูงกว่าดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ผลตอบแทนที่ 63.54% ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การเลือกลงทุนในหุ้นที่มี “ธรรมาภิบาลที่ดี” นอกจากจะสบายใจที่ได้ร่วมหัวจมท้ายกับคนดีๆ แล้ว ยังให้ผลตอบแทนที่เหนือกว่าอีกด้วย

คุณต่อบอกด้วยว่า นอกเหนือจากการเลือกลงทุนในบริษัทที่ดีแล้ว ปัจจัยที่ทำให้กองทุนภายใต้การบริหารของ บลจ.ไอเอ็นจี ประสบความสำเร็จ เพราะเน้นบริหารการลงทุนในแบบ “แอ็กทีฟ” โดยผู้จัดการกองทุนมืออาชีพในลักษณะการวิเคราะห์และคาดการณ์ภาวะตลาดในอนาคต รวมถึงการจับจังหวะการลงทุนที่เหมาะสม และจุดเด่นอีกอย่างคือ การสนับสนุนข้อมูลการลงทุนผ่านเครือข่ายของกลุ่มไอเอ็นจี ที่มีอยู่กว่า 40 ประเทศทั่วโลก ทำให้รับรู้ข้อมูลข่าวสารด้านการลงทุนที่ฉับไว รวมทั้งกระบวนการคัดสรรการลงทุนผ่านคณะกรรมการลงทุนทั้งในและต่างประเทศที่ทำให้สามารถคัดกรองหุ้นลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

จริงๆ ยังมีตัวอย่างอีกมากในเรื่องของการลงทุนในบริษัทที่มี “ธรรมาภิบาล” แล้ว สร้างมูลค่าเพิ่มให้ได้มากกว่า อย่างกรณีศึกษาของศาสตราจารย์ ดร.อัญญา ขันธวิทย์ จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในหัวข้อ “ลงทุนดี มีสุขใจ ได้มูลค่า” ก็เป็นภาพสะท้อนที่ดี

 สำคัญคือ ต้องแยกให้ออกเท่านั้น ว่าสิ่งที่กำลังเลือกและกำลังอยู่ “ถูกต้อง” จริงหรือไม่

ขวัญชนก วุฒิกุล [email protected]