
จตุจักร ไม่ทันคิด ก็ทำพิษได้
ตลาดนัดจตุจักร คือมนต์สะกดคนกรุง เป็นจุดนัดพบของคนชอบช็อปกลางใจเมืองที่แม้อากาศจะร้อนแต่ขาลุยทั้งหลายก็ไม่ยี่หระ ไปทีไรก็มักจะเห็นผู้คนมากหน้า แถมยังมีฝรั่ง จีนแข่งกันเดิน แข่งกันซื้อแบบไม่กลัวสตางค์หมดกันเลย ซูฮกจริงๆ
หลายวันก่อน ผมชวนญาติๆ ไปกันอีกครั้ง กะว่าจะไปดูของแต่งบ้านเล็กๆ น้อยๆ กับซื้อต้นไม้งามๆ มาไว้ในสวนสักหน่อย ยิ่งไม่ได้เหยียบไปนาน ถ้าเกิดมีอะไรถูกใจ ไม่แพง อาจได้อย่างอื่นติดมือมาด้วย
เดินไปเดินมา ก็มาหยุดอยู่ที่ร้านหนึ่ง ระหว่างที่รอน้องสาวเลือกของอยู่นั้น สายตาก็เหลือบไปเห็นสาวนางหนึ่งกำลังต่อรองกับคนขายอย่างเมามัน เธอขอซื้อสร้อยข้อมือสองเส้นๆ ละร้อยห้าสิบจากราคาเดิมสองร้อยต้นๆ
แม่ค้าหน้าใสเดินเกมต่อ ยื่นข้อเสนอให้เธอเหมาลายอื่นไปเลยห้าเส้น จะลดให้เหลือเส้นละร้อยเดียว สิ้นเสียงลง ผมไม่รู้ว่าเธออยากได้จริงๆ หรืออารมณ์หน้ามืดเข้าครอบ ที่สุดก็ซื้อตามแม่ค้าแบบไม่ลังเล แล้วก็ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เดินออกจากร้านโดยมีมือหนึ่งกำถุงใส่สร้อยไปด้วย
วินาทีนั้น ผมหวนคิดถึงเพื่อนอีกคนที่ชอบซื้อของจุกจิกไม่ได้ เวลาไปตลาดนัดทีไร มือไม่เคยว่าง บางทีกะว่าจะซื้อแค่ชิ้นเดียว แต่คนขายดันเสนอให้เหมายกโหล แบบราคาลดกระหน่ำ เธอก็ซื้อแบบไม่ยั้งคิด จนเมื่อกลับบ้าน สติจึงพลิกกลับ คิดไม่ออกว่าซื้อมาได้ไงตั้งเยอะตั้งแยะ?
…กลัวก็กลัวแฟนจะเห็น บางทีต้องเอาไปซ่อน ผ่านไปสักพักก็ต้องยกให้คนอื่นช่วยใช้ ไม่อย่างนั้นทิ้งไว้ กว่าจะใช้หมด แบบที่เลือกมาก็ล้าสมัย หรือเชยไปแล้ว
ลองนึกทบทวนเป้าหมายใหม่ ผมว่าเสน่ห์ของคนเดินตลาดนัดอยู่ที่ได้เห็นความหลากหลายในราคาเบาๆ คนที่ไปก็หวังจะได้ของถูกกันทั้งนั้น ไม่มีใครอยากตกเป็น “เหยื่อ” หรอก
มองโลกในแง่ดี เหตุการณ์ที่จตุจักรอาจเป็นความตั้งใจและคิดถี่ถ้วนของสาวคนนี้แล้ว ด้วยความที่ชอบแต่งตัวมาก การได้ครอบครองห้าเส้นในราคาถูกสุดๆ จึงถือว่าคุ้มเพราะได้ใส่ครบห้าวัน ห้าสไตล์
คิดเลยเถิดอีกนิด เธออาจเอาไปขายเก็งกำไรต่อ ก็นับว่าฉลาดไม่น้อย อย่างนี้เรียกว่ามีเลือดแม่ค้าเต็มตัว เผลอๆ ขายไปสักสองสามเส้น บวกราคาหน่อย เท่ากับเส้นที่เหลือได้ใส่ฟรีด้วย
แต่หากตรงกันข้าม การจับจ่ายของเธอนั้นสุดท้ายลงเอยคล้ายๆ เรื่องเล่าของเพื่อนผม ก็ขอให้เพื่อนๆ เอาไปเป็นอุทาหรณ์ติดตัวสำหรับการช็อปครั้งต่อๆ ไป
อย่างที่ผมบอก คนไปตลาดนัดอยากประหยัด แต่ไหงกลายเป็นไม่ตอบโจทย์ ที่จะเซฟกลับไม่ได้เซฟ เท่านั้นไม่พอ ผมว่างานนี้เข้าข่ายซื้อเกินตัว เกินโควตาที่วางไว้ด้วย
เสียเงินอย่างเดียวไม่ว่า ผมว่าเสียความรู้สึกอีกต่างหาก ในทางเศรษฐศาสตร์ ผมยังมองประเด็นนี้ว่ามีต้นทุนค่าเสียโอกาสเกิดขึ้นจากการเอาเงินก้อนเดียวกันไปทำอย่างอื่นที่อาจได้ประโยชน์มากกว่าด้วย
ผมไม่อยากฟันธงว่าเป็นเพราะโลภ หรือความไม่พอดี เพราะจริงๆ อาจเป็นเพราะเผอเรอ หรือวางแผนคาดคะเนผิดก็เป็นไปได้ คนที่เคยมีอาการเดียวกัน ต้องวิเคราะห์สาเหตุเอาเอง ตัวเองรู้ดีที่สุด
แต่เชื่อผมมั้ย? ผมว่าทางแก้ของทุกสาเหตุน่าจะลงเอยด้วยจุดจุดเดียว…สติครับ
สติเป็นสิ่งจำเป็นในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ จงพกสติติดกระเป๋าสตางค์ทุกครั้ง ไม่หลงกับดักทางความคิด ไม่ติดเหยื่อล่อ สติตั้งมั่น คิด ไตร่ตรอง รอบคอบที่สุดเท่าที่จะทำได้
…ไม่งั้น “จตุจักร” ที่ว่าถูกๆ ก็เถอะ ถ้าช็อปแบบไม่คิด ก็ทำพิษได้ครับ…
ชัยพล กฤตยาวาณิชย์ [email protected]



