ข่าว

คณบดีนิติฯมธ.แนะ“รัฐ-แดง”ถอยคนละก้าว

คณบดีนิติฯมธ.แนะ“รัฐ-แดง”ถอยคนละก้าว

24 เม.ย. 2553

คณบดีนิติ มธ.แนะ “รัฐ-ม็อบแดง” ถอยคนละก้าว เชื่อนายกฯ ยุบสภาปลายปีหลังจัดทัพ “ทหาร-ตร.-ฝ่ายปกครอง” ย้ำแก้รธน.ไม่ใช่ทางออกประเทศ ด้าน “ส.ว.รสนา” เสนอทำประชามติ “ยุบ-ไม่ยุบ” ถามคนส่วนใหญ่ก่อน

(24เม.ย.) ที่หอประชุมรักตะนิษฐ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนดุสิต และผู้เข้าอบรมหลักสูตรผู้บริหารการสื่อสารมวชนระดับสูง (บสส.)รุ่นที่ 2 จัดสัมมนาวิชาการ เรื่อง "ผ่าทางตันเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย" โดยนายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ นายกสมาคมหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวตอนหนึ่งว่า ขณะนี้การชุมนุมของเสื้อแดง และรัฐบาลมีการสร้างเงื่อนไข เล่นเกมเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตัวเอง โดยใช้ชีวิตของประชาชนเป็นเดิมพัน ถือเป็นความโหดเหี้ยมอำมหิตทางการเมืองที่ทั้ง 2 ฝ่ายไม่ยอมมาพูดคุย อีกทั้งผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ก็ปิดรับข่าวสาร ฟังเพียงแกนนำฝ่ายเดียวทำให้แม้แต่เหตุการณ์ระเบิดที่สีลม ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับสถานที่ชุมนุมเอง ก็ไม่ค่อยมีคนรับรู้ จนแกนนำต้องขึ้นพูดบนเวที

 รศ.สมคิด เลิศไพฑูรย์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(ส.ส.ร. 40 และ 50 )กล่าวว่า ตนมองว่าม็อบจะอยู่ได้ยาวแค่ไหนส่วนหนึ่งต้องขึ้นกับอารมณ์ของคนกรุงเทพฯ เพราะพันธมิตรฯ ยังชุมนุมได้เกือบ 200 วัน ทั้งนี้เชื่อว่าการยุบสภาน่าจะเกิดปลายปี เพราะต้องให้งบประมาณปี 54 ผ่านก่อน รวมถึงรัฐบาลต้องมีการจัดกำลังทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองใหม่ก่อนถึงจะยุบสภา ทั้งนี้ทางออกของประเทศมีแต่ถ้านึกถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลักด้วยการถอยคนละก้าว โดยเสื้อแดงถอนจากราชประสงค์ศูนย์กลางเศรษฐกิจไปอยู่ทำเนียบรัฐบาล แล้วรัฐบาลก็ปล่อย โดยยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แล้วปล่อยไปสักระยะ ค่อยมาเจรจายุบสภาอีกครั้ง

 “ข้อเสนอของ นปช. ให้ยุบภายใน 30 วัน แม้จะมีการรักษาการอีก 60 วัน ก็เชื่อว่านายกรัฐมตรีไม่ยอมแน่ แต่ถ้ามีการเจรจาต่อรองให้ยุบสภาภายใน 60 วัน และรัฐบาลรักษาการอีก 60 วัน เชื่อว่า นายกรัฐมนตรีอาจจะยอม วันนี้มันมาตันที่ระบบที่ต้องตัดสินใจ โดยอีกฝ่ายต้องรับได้ด้วย” รศ.สมคิด กล่าว

 รศ.สมคิด กล่าวด้วยว่า คนที่จะไปบอกให้ทั้ง 2 ฝ่ายเจรจากันได้คนๆนั้นต้องมีบารมี และมีอะไรอีกหลายๆอย่างถึงจะทำได้ ส่วนที่จะให้นายบรรหาร ศิลปอาชา แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ถอนตัวจากพรรคร่วมรัฐบาลนั้น ตนเชื่อว่า ณ เวลานี้นายบรรหาร ไม่ทำแน่นอน สำหรับการแก้รัฐธรรมนูญที่พูดๆกันก็เอามาเพียงประเด็นทางการเมืองเท่านั้น เพราะไม่ใช่ทางออกในการปฏิรูปทางการเมือง แม้ข้อเสนอ 6 ข้อของคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ ก็ยังไม่ใช่ทางออกในขณะนี้ สำหรับการปฏิรูปสื่อนั้น หากสื่อเป็นพิษ ควรจะโดนหรือไม่ ดังนั้นหากปัญหาคลี่คลายลงไปแล้วก็ควรจะหันมาดูตรงนี้ด้วย

 ด้านน.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. กล่าวว่า การยื่นคำขาดยุบสภาภายใน 30 วันนั้นตนมองว่า เป็นการนำคนจนมาต่อสู้เป็นตัวประกัน โดยปลูกฝังวาทกรรมความเป็น “ไพร่” เพื่อเปลี่ยน “มูลนาย” ให้มาปกครอง ซึ่งเป็นไปไม่ได้เพราะตรงนี้เป็นเพียงวาทกรรมของชั้นผู้ปกครองเท่านั้นที่ใช้มวลชนมาต่อสู้เพื่อตัวเอง เหมือนผู้ก่อการร้ายที่จับตัวประกันไว้ แล้วมาเล่นเกมให้มีผู้แพ้ ผู้ชนะ เพราะคนที่เดินเกมวันนี้เชื่อว่าถ้าเกิดความรุนแรง แล้วจะชนะ โดยการก่อสงครามกลางเมือง ด้วยการยั่วเย้าให้คนกทม. โกรธ เกิดการจลาจล สูญเสียชีวิตและเงินทอง จนรัฐบาลไม่สามารถอยู่ได้ ตรงนี้ไม่ใช่โมเดล ปี 35 แต่เป็นโมเดลเนปาลมากกว่า

 “ทางออกวันนี้ควรมาทำประชามติเพื่อสอบถามประชาชนว่าต้องการอะไร ควรยุบสภาหรือไม่ โดยคำนึงถึงเสียงส่วนใหญ่ในระบอบประชาธิปไตย ที่ต้องอยู่ร่วมกันบนความแตกต่าง เพราะวันนี้มีคนคิดต่างมากมายอย่ามาจี้เอาประชาชนมาเป็นตัวประกัน ถ้ายังทำแบบนี้เรื่อยๆ บ้านเมืองเราก็จะมีแต่กีฬาสีมาทุกปีหากไม่พอใจอะไร” ส.ว.กทม.กล่าว

 รศ.สุริชัย หวันแก้ว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า เหตุการณ์เดือนเม.ย.ที่เกิดขึ้น 2-3 ครั้งไม่น่าเกิดขึ้นใน กทม. และที่น่าตกใจคือไม่มีใครสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ชีวิตเสี่ยงอันตรายแบบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และมีแนวโน้มจะเกิดซ้ำซาก ท่ามกลางวิกฤติการที่หาทางออกไม่ได้ หากจะปิดเกมส์แบบตากใบ หรือใช้สลายการชุมนุมนั้นสามารถปิดเกมได้ แต่ไม่ใช่การปิดเกมทางการเมือง เพราะความรุนแรงไม่ใช่ทางออกประเทศไทย สังคมไทยเราเคยเรียนรู้จากเหตุการณ์ 6 ตุลา ที่ปิดเกมการชุมนุมจนเกิดสงครามการเมือง และต้องมาถึงเกมการนิรโทษกรรม 66/2523 แต่ไม่ควรจะเหมาโหลให้กับพวกก่อวินาศกรรมที่มีหลักฐานชัดเจน เพราะบ้านเมืองต้องมีนิติรัฐในการจัดการ จากสถานการณ์วันนี้ไม่มีความสงบต้องมีการบังคับใช้กฎหมายไม่ใช่เป็นนิติรัฐที่มืดบอดในการจัดการทางสังคมก็จะเป็นเพียงแค่ในนามเท่านั้น ตรงนี้ถือเป็นความเสี่ยงมหาศาล

 รศ.สุริชัย กล่าวว่า วันนี้ดูเหมือนว่าการต่อสู้ของเสื้อแดงคล้ายๆกับ “เงา” ของพันธมิตรฯ ที่บางครั้งมีการเกินเลย เพราะมีทรัพย์สินสาธารณะหลายอย่างที่ไม่ควรถูกยึดทั้งสนามบิน ทำเนียบรัฐบาล ราชประสงค์ จนเกินเลยออกไป ซึ่งเราไม่สามารถมาพูดเรื่องที่ราชประสงค์ได้เพราะไม่มีการจัดการกับอื่นๆ ก่อน จนทำให้พูดไม่ออกจนต้องเกิดการทุกข์ใจกันในขณะนี้

 “ภาวะผู้นำการเมืองมีความสำคัญ หลายคนบอกว่ารัฐล้มเหลวทำให้เกิดรัฐซ้อนรัฐ หรือเกิดปัญหาทหารแย่งอำนาจกัน ตรงนี้ไม่ควรปล่อยให้เป็นนิยาย ถ้ารัฐบาลมองเห็นปัญหานิติรัฐกว้างไกล และคลี่คลายอุณหภูมิร้อนแรงตอนกลางคืนบริเวณศาลาแดงให้ได้ รัฐต้องรีบถอดสลักภาวะประจันหน้าอย่างไร้เหตุผลตรงนี้ให้ได้ก่อน ซึ่งไม่ได้หมายถึงการใช้ความรุนแรง แต่ยังมีแนวทางการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับผู้นำ นปช. อย่าให้ประชาชนต้องมาเสี่ยงแบบนี้” รศ.สุริชัย กล่าว

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะผู้อบรมหลักสูตร ผู้บริหารสื่อสารมวลชนระดับสูง (บบส.)รุ่นที่ 2 สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ได้แถลงจุดยืนทางออกในการผ่าทางตันเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย 4 ข้อ ดังนี้ 1.ให้ยึดหลักสันติวิธีและจะต้องไม่มีการปฏิวัติรัฐประหาร แต่ให้ดำเนินการอยู่บนวิถีทางในระบอบประชาธิปไตย 2.ให้มีการปฏิรูปประเทศไทย โดยมีองค์ประกอบจากทุกภาคส่วนของสังคม เพื่อไม่ให้วงจรแห่งความขัดแย้งที่รุนแรงหวนกลับมาอีก 3.เรียกร้องให้สื่อมวลชนทุกแขนงได้ทบทวนการทำหน้าที่ เพื่อช่วยในการเปลี่ยนผ่านสังคมไทยสู้สันติประชาธรรมโดยเร็ว และ 4.ขอให้ทุกฝ่ายยุติการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ