ข่าว

ศอฉ.เร่งกดดันเสื้อแดงราชประสงค์ให้น้อยลง

ศอฉ.เร่งกดดันเสื้อแดงราชประสงค์ให้น้อยลง

24 เม.ย. 2553

ศอฉ.เตรียมปฏิบัติการควบคู่ทั้งกดดันเสื้อแดงที่ราชประสงค์ให้น้อยลง ทำความเข้าใจปชช.ในตจว. "สรรเสริญ” บอกหากประเมินแล้วเหลือแค่ผู้ก่อการร้ายจะใช้คำว่าปราบปรามก็ได้

(24เม.ย.) เวลา 11.40 น. ที่กรมทหาราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองอำนวยการแก้ไขสถาน การณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) แถลงผลการประชุมศอฉ. ว่า การประชุมศอฉ.ในช่วงเช้ามีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะผอ.ศอฉ. เป็นประธาน เรื่องสำคัญที่ศอฉ.ได้หารือ คือข่าวผลการประชุมหน่วยขึ้นตรงของกองทัพบก ซึ่งมีการรายงานข่าวว่าการแก้ไขปัญหาของศอฉ.โดยกองทัพ ตำรวจ และข้าราชการ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ในสังกัดของศอฉ.จะไม่ใช้ความรุนแรงในการดำเนินการ ซึ่งหลายสื่อไปตีความหมายว่าจะไม่มีการสลายการชุมนุม

 “ผมขอเรียนให้ทราบว่าเป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ปัญหาในขณะนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะพื้นที่ราชประสงค์ แต่มีบางจังหวัดในแต่ละภูมิภาคมีการชุมนุมคู่ขนานกันไป แต่รัฐบาลสามารถที่จะควบคุมได้ แต่การดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งที่ราชประสงค์ อาจเป็นการเติมเชื้อไฟให้พื้นที่ในบางจังหวัด ซึ่งจะเป็นปมประเด็นสร้างความขัดแย้งในอนาคต” พ.อ.สรรเสริญ กล่าว

 พ.อ.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า ในพื้นที่ราชประสงค์เป็นพื้นที่ที่ทุกคนทราบดีว่ามีกระบวนการการร้ายแฝงอยู่ มีการใช้อาวุธกับเจ้าหน้าที่และผู้บริสุทธิ์ บิดเบือนข้อมูลข้อเท็จจริง จาบจ้วงสถาบัน มีการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย ขัดขวางการดำเนินชีวิตที่เป็นปกติประชาชน แต่ทุกคนที่อยู่ในพื้นที่ราชประสงค์ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย มีส่วนหนึ่งเป็นประชาชนที่หลงเชื่อคำยุยงบิดเบือนข้อเท็จจริง ฉะนั้นสิ่งที่ศอฉ.และรัฐบาลต้องทำพร้อมกันคือการทำงานควบคู่กันไป ทั้งในต่างจังหวัดที่ต้องชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชน เพื่อลดความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ลดข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือน ให้ประชาชนมีความเข้าใจที่ถูกต้อง

 “สังคมคาดหวังการสลายการชุมนุม ซึ่งพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ในฐานหัวหน้าผู้ปฏิบัติงานในศอฉ. บอกว่า การใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมในวันนี้มันไม่ทำให้ปัญหาจบ มันจะเป็นการเติมเชื้อไฟในพื้นที่บางจังหวัด เป็นแค่การประทังเวลาไป ซึ่งเราต้องทำควบคู่กันไปในจังหวัดต่างๆที่มีปัญหา และมีมาตรการกดดันในพื้นที่ไม่ให้มีเสรีในการปฏิบัติการเช่นเดิม” พ.อ.สรรเสริญ กล่าว

 พ.อ.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า ขณะที่ในพื้นที่ราชประสงค์ต้องกดดันเพื่อให้กลุ่มผู้ชุมนุมมีจำนวนลดน้อยลง ซึ่งจะกันผู้บริสุทธิ์ ประชาชนที่ได้รับข้อมูลที่บิดเบือนออกมาจากพื้นที่ให้เหลือน้อยที่สุด แม้จะเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เหลือเลย ยืนยันว่าศอฉ.ได้ประเมินสถานการณ์ทุกวัน ทั้งในพื้นที่ต่างจังหวัดและกทม. ว่ามีความเหมาะสมมากน้อยเพียงใด

 “ถ้าวันหนึ่งถึงจำนวนที่การประเมินสถานการณ์เห็นว่ามีความเหมาะสมแล้ว เหลือผู้ที่อยู่ในพื้นที่ชุมนุมเป็นกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่มีความชัดเจน อย่าว่าแต่สลายการชุมนุมเลยจะใช้คำว่าปราบปรามยังได้ ถ้าเรามีความพร้อมในพื้นที่ราชประสงค์เราก็พร้อมที่จะปราบปรามกลุ่มผู้ก่อการร้าย สิ่งที่คิดอยู่คือหากดำเนินการในขณะนี้ถือว่าสภาพมันไม่เอื้ออำนวย มันไม่เหมาะสมที่จะทำในขณะนี้ แต่ด้วยมาตรการต่างๆที่เรากำหนดขึ้น เชื่อมั่นว่าจะทำให้ถึงจุดนั้นได้” พ.อ.สรรเสริญ กล่าว

 พ.อ.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า ขณะนี้เราได้เพิ่มมาตรการกดดันในพื้นที่ หากย้อนไปก่อน 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มผู้ชุมนุมสามารถเคลื่อนที่ไปที่ไหนก็ได้ในกทม. แต่ใน 1 สัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนที่ไปองค์กรสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ได้เพียงครั้งเดียว แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ชุมนุมฝ่าฝืนกฎระเบียบ แต่เป็นการเจรจากลุ่มผู้ชุมนุมขอไปยูเอ็นโดยไม่ได้แสดงอาการที่ก้าวร้าว ทำให้ศอฉ.ประสานไปยังเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจในพื้นที่ให้ปล่อยกลุ่มผู้ชุมนุมไป

 ผู้สื่อข่าวถามว่า มีรายงานข่าวออกมาว่ามีกลุ่มผู้ชุมนุมต้องการเดินทางกลับจำนวนมาก แต่ไม่สามารถออกจากพื้นที่การชุมนุมได้ เพราะถูกสกัดไว้ พ.อ. สรรเสริญ กล่าวว่า แม้ว่าจะไม่มีบัตรประชาชนหรือจะใส่แดงสามารถออกมาประสานกับเจ้าหน้าที่ได้ ซึ่งยินดีที่จะอำนวยความสะดวกให้ ยืนยันว่ายอดผู้ชุมนุมที่ต้องการออกจากพื้นที่มีไม่ใช่น้อย ซึ่งเมื่อเช้าวันที่ 24 เมษายน มียอดจำนวน 6 พันคน

 เมื่อถามว่า ศอฉ.นำมาตรการใดมาแยกแยะกลุ่มผู้ชุมนุมกับผู้ก่อการร้าย พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ผู้ก่อการร้ายถืออาวุธ ผู้ก่อการร้ายมีการปฏิบัติที่ชัดเจน มีการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารบนเวที หลายคนมีความชัดแจ้งในการปราศรัย แต่กลุ่มผู้บริสุทธิ์ถือตีนตบอย่างเดียว แยกได้ไม่ยาก เมื่อถามว่า หากผู้ชุมนุมถือหอกหรือไม้ไผ่หลาวแหลมจะถือเป็นผู้ก่อการร้ายหรือไม่ พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ต้องดูรายละเอียด เขาอาจถูกบิดเบือนข้อมูล ซึ่งไม่ยากเกินความสามารถ

 เมื่อถามว่า ในศอฉ.มีการพูดคุยถึงกรณีที่มีข่าวระบุว่าทหารเอาปืนจ่อหัวตำรวจ ในคืนวันที่ 22 เมษายน หรือไม่ พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ไม่ได้มีการพูดคุยกัน ตนเชื่อมั่นว่าด้วยความที่เป็นเจ้าหน้าที่ด้วยกันทุกคนคุยกันรู้เรื่อง เมื่อถามว่า ศอฉ.ได้หารือเกี่ยวกับการเจรจารอบที่ 3 หรือไม่ พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า เรื่องเจรจาต้องทำต่อไป ตนได้ฟังว่ารัฐบาลพร้อมแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจา แต่ไม่ได้หมายความทุกสิ่งจะต้องลงที่การเจรจาอย่างเดียว ใครมีหน้าที่ทำอะไรก็ทำอย่างนั้น ในกลไกของศอฉ.ในการแยกผู้บริสุทธิ์ออกจากผู้ก่อการร้าย แล้วดำเนินการปราบปรามอย่างเด็ดขาดก็ต้องทำต่อไป เมื่อถามว่า จะถือว่าเป็นการยั่วยุให้เกิดการปะทะกันหรือไม่ พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า “ถ้าแกนนำเป็นผู้ก่อการร้ายก็ไม่ยั่วยุ แต่ถ้าท่านไม่เป็นก็ไม่เป็นไร”

 พ.อ. สรรเสริญ กล่าวอีกว่า ส่วนกระแสข่าวที่ว่ารัฐบาล กองทัพ ตำรวจ ไม่มีความเป็นเอกภาพในการทำงานร่วมกันนั้น ตนขอเรียนว่านายกฯ ผบ.ทบ. ผบ.ตร. พบกันทุกวันพูดกันวันละมากๆ ขาดนั่งตักอย่างเดียว นอกจากนี้ซึ่งรัฐบาลได้มีมาตรการอื่นๆเข้ามาเสริม โดยได้เชิญตำรวจระดับผู้บริหารปรึกษาหารือเกี่ยวกับแนวทางการปรับกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้ทำงานสอดคล้องกับเจ้าหน้าที่ทหารได้อย่างเน้นแฟ้น ซึ่งในวันที่ 25 เมษายน นายสุเทพ จะเชิญผู้ว่าราชการจังหวัดมาหารือ เพื่อจะเพิ่มมาตรการชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนในภูมิภาคอื่นๆ อย่างไรก็ตามการชุมนุมในต่างจังหวัดยังไม่ได้มีการพูดคุยเกี่ยวกับการใช้กฎหมายพิเศษ

 เมื่อถามว่า มีขีดเส้นตายหรือไม่ว่าการนำกำลังเข้าไปปราบปรามผู้ก่อการร้าย พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ตนคงเรียนไม่ได้ อยู่ที่กลไกของจังหวะที่นายสุเทพจะเชิญผู้ว่าราชการจังหวัดมาในวันที่ 25 เมษายน เพื่อเน้นรายละเอียดเพิ่มเติมให้มีความมั่นใจว่าสามารถชี้แจงทำความเข้าใจกับประชาชนในบางจังหวัดที่ยังมีปัญหาอยู่ได้ ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปรับกำลัง โดยตำรวจภูธรภาคที่ 1 - 7 จะมีการจัดกำลังทั้งสิ้น 70 กองร้อย แบ่งเป็น 21 กองร้อย ปฏิบัติงานรักษาความสงบทำหน้าที่ร่วมกับทหารเคียงข้างกันไป อีก 49 กองร้อย จะปฏิบัติภารกิจเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมาย โดยขึ้นตรงกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งผู้บังคับการตำรวจภูธรภาค 1 - 7 จะมาควบคุมอำนวยการการปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยตัวเองที่ศอฉ.