ข่าว

"บวรศักดิ์"ชี้วิกตฤชาติยุบสภาแก้ชั่วคราว

"บวรศักดิ์"ชี้วิกตฤชาติยุบสภาแก้ชั่วคราว

24 เม.ย. 2553

"บวรศักดิ์" ชี้ วิกตฤประเทศยุบสภาฯแก้ได้ชั่วคราว คนไทยต้องผนึกกำลังหยุดปัญหาด้วยสติ ผลักดันรัฐสวัสดิการ เลิกประชานิยมที่กดประชาชนให้เป็นไพร่ วอนส.ส.กลับสภาฯ ตำรวจทำหน้าที่ปรามม็อบ

(24เม.ย.) ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ นายสุจิต บุญบงการ ประธานสภาพัฒนาการเมือง กล่าวเปิดการสัมมนาระดมความเห็น “ทางออกประเทศไทยในวิกฤตการเมืองไทย โรดแมปภาคพลเมือง” ว่า ความสูญเสียจิตใจและวัฒนธรรมอันดีของสังคมไทย เป็นความสูญเสียที่มากยิ่งกว่าตัวเลขความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจหรือการท่องเที่ยว ทุกคนอยากให้สถานการณ์ยุติลงด้วยเหตุผล เคารพในสิทธิของกันและกัน ประชาธิปไตยไม่ได้หมายถึงเสียงประชาชนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องควบคู่ไปกับการใช้หลักนิติรัฐและการบังคับใช้กฎหมาย การแก้ปัญหาของชาติไม่สามารถจบในวันเดียว ในระยะยาวต้องเร่งแก้ไขโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคม แม้ว่าทุกรัฐบาลจะพยายามแก้ไขแต่ก็สำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง คนรวย รวยเร็วมาก ขณะที่คนไม่รวย รวยช้า ช่องว่างทางเศรษฐกิจมีมากขึ้น คนในสังคมพูดถึงความไม่เป็นธรรม หากในอนาคตภาคพลเมืองมีความเข้มแข็งจะกดดันให้ภาคการเมืองและราชการให้ความสนใจกับการสร้างความเป็นธรรม

 นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า เสนอแนะทางออกประเทศไทยต่อวิกฤตการเมืองไทย ว่า ปัญหาของประเทศไทยในขณะนี้ไม่ใช่วิกฤตการเมือง จึงแก้ปัญหาด้วยการลาออกหรือยุบสภาฯ เลือกตั้งใหม่ไม่ได้ เพราะการเมืองเป็นเพียงปลายเหตุ รอบนี้เป็นวิกฤตของประเทศจากปัญหาเชิงสังคมและโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่กระทบต่อความสัมพันธ์ทางการเมือง ประเทศไทยเคยเผชิญกับวิกฤตมาแล้วแต่ผ่านพ้นมาได้ถึง 2 ครั้ง ในอดีตยุคแรกเกิดสมัยล่าอาณานิคมตะวันตก รอดมาได้เพราะรัชกาลที่ 5 ทรงปฏิรูปทุกอย่างครั้งใหญ่ ยกเลิกทาสและไพร่ไปตั้งแต่ปี 2477 ยุคที่สองเกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยสู้กับคอมมิวนิสต์จึงอิงเข้ากับระบบทุนนิยม ทอดทิ้งเกษตรกร คนจนและเอสเอ็มอี ส่งผลระยะยาวมาถึงปัจจุบัน คนจนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นเจ้าของรายได้ประชาชาติเพียงเล็กน้อย ขณะที่คนรวยที่มีเพียงเปอร์เซ็นต์เดียวเป็นเจ้าของทรัพย์สินเกินครึ่งของประเทศ

 นายบวรศักดิ์ กล่าวอีกว่า การยุบสภาฯเลือกตั้งใหม่ อาจทำการเมืองหมดปัญหาไปชั่วคราว แต่จะเจอกับปัญหาเดิมหลังได้นายกฯคนใหม่ ตนมองว่าทางออกจากวิกฤตเศรษฐกิจการเมืองคือจัดทำรัฐสวัสดิการ ซึ่งแตกต่างจากการกระจายรายได้แบบประชานิยม ซึ่งมีข้อเสียทำให้ประชาชนงอมืองอเท้า เอาเงินในอนาคตมาใช้ เก็บประชาชนไว้ในฐานะไพร่ ให้เป็นผู้รับที่ต่ำกว่า ไม่มีอิสระทางเศรษฐกิจและการเมือง ต้องตอบแทนคนที่เอาของมาให้ ต่างจากการซื้อเสียงตรงที่แจกโดยถูกกฎหมาย ตนอยากให้ใช้วิกฤตครั้งนี้นำไปสู่การปรับโครงสร้างของประเทศ ประชาชนและสังคมต้องเรียกร้องให้รัฐบาลจัดทำในแนวทางเดียวกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน อย่าตั้งโจทก์ผิด เพราะไม่ว่าจะเปลี่ยนตัวผู้ปกครองกี่คน ถ้าการกระจายความมั่งคั่งยังเป็นเหมือนเดิม ประชาชนมีฐานะเพียงผู้รับ

 “สำหรับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าผู้คนทั้งสังคมต้องลุกขึ้นผนึกกำลัง ร่วมกันรักษาสังคมไทยเอาไว้ให้ได้ โดยขอให้มีสติ อย่าทำร้ายผู้บริสุทธิ์ ตำรวจต้องปฏิบัติหน้าที่ม็อบจะตีกันต้องห้ามปรามไม่ใช่ถอยหนี และต้องหยุดยั้งการลอบวางระเบิด ส่วนส.ส.ต้องกลับเข้าไปในสภาฯ เพื่อยุติความรุนแรงเฉพาะหน้า” นายบวรศักดิ์ กล่าว

 ด้านนายไพโรจน์ พลเพชร ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) กล่าวว่า ข้อเรียกร้องสันติวิธีเจรจากำลังแผ่วเบาลง สังคมเร้าให้ฝ่ายต่างๆอนุญาตให้ใช้ความรุนแรงสูงขึ้น ขณะที่ผู้ชุมนุมก็พร้อมรับความรุนแรงที่ใหญ่ขึ้น ถ้าแกนนำนปช.มีความรับผิดชอบต่อชีวิตผู้คนที่พร้อมเสียสละเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยต้องรับผิดชอบด้วยการเดินเข้าสู่โต๊ะเจรจา ด้านรัฐบาลหากมีเป้าหมายที่การยุบสภาฯก็ต้องเดินสู่โต๊ะเจรจาเช่นกัน หลังเหตุการณ์ 10 เม.ย.มีข้อสงสัยว่าการชุมนุมของนปช.มีอาวุธหรือไม่ หากนปช.ยังยืนยันในแนวทางสันติวิธีต้องยอมให้ตรวจอาวุธ

 “ระเบิดรายวันเกิดขึ้นกว่า 50 ครั้ง ชี้ให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่จัดการจริงจัง เราทุกคนไม่ว่าเสื้อสีอะไร แสดงออกได้ แต่ต้องเป็นข้อเรียกร้องที่ไม่นำไปสู่การอนุญาตให้ฝ่ายใดใช้ความรุนแรง เพราะความรุนแรงไม่ใช่ชัยชนะแบบเบ็ดเสร็จ ตอนนี้เหมือนมีทางอยู่ 2 แพร่ง เราต้องคิดว่าจะเดินไปในทางสร้างความรุนแรง หรือจะเลี่ยงความรุนแรงด้วยการปรับโครงสร้างใหญ่ของประเทศ โดยประชาชนต้องเลือกทางเดินไม่ใช่ให้นปช. รัฐบาล หรือกลุ่มขัดแย้งต่างๆเป็นผู้เลือก” นายไพโรจน์กล่าว