ข่าว

ละเมิด...กฎหมายบางเสี้ยวของ"ผู้ปฏิบัติ"

ละเมิด...กฎหมายบางเสี้ยวของ"ผู้ปฏิบัติ"

24 เม.ย. 2553

การเผชิญหน้าระหว่างกลุ่มคนเสื้อแดงกับชาวสีลมบริเวณแยกศาลาแดงทวีความรุนแรงขึ้นตั้งแต่คืนแรก ที่คนเสื้อแดงขยายพื้นที่มาสุดถนนราชดำริติดกับแยกศาลาแดง วันที่ 20 เมษายนเป็นต้นมา !?!

 การเผชิญหน้าลุกลามไปถึงการท้าทายและจบลงด้วยการปะทะทั้ง 2 คืน ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บหัวร้างข้างแตก แต่ที่หนักสุดคงเป็นคืนวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมา เมื่อผู้ไม่หวังดียิงเอ็ม 79 ใส่ผู้ชุมนุมสีลมถึง 5 ลูก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บมากมาย

 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีคำถามค้างคาใจใครหลายคนว่า เหตุใดตำรวจถึงไม่เข้าห้ามปราม หรือกันไม่ให้ประชาชนทำร้ายเข่นฆ่ากันเอง แม้แต่ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงก็ดูจะหงุดหงิดกับการทำหน้าที่ของตำรวจมากพอดู

 แต่อีกฟากฝั่งหนึ่งในฐานะผู้ปฏิบัติเคยมีใครรับรู้บ้างว่าพวกเขาคิดอย่างไรกับคำครหา "ปล่อยให้ประชาชนคนไทยฆ่ากันเอง" !?!
 
 "พวกผมพยายามทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว" นั่นคือคำพูดที่สะท้อนออกมาจากก้นบึ้งของตำรวจปราบจลาจลหลายคนที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่แยกศาลาแดง

 จ.ส.ต.เอกภาพ ตำรวจควบคุมฝูงชนในสังกัด บช.น.ในชุดปราบจลาจลหนาหนัก ใบหน้าอาบเหงื่อเคร่งเครียด ทำหน้าที่เป็นโล่มนุษย์มาตั้งแต่แรก อยู่ร่วมเหตุการณ์ทั้ง 10 เมษายน ที่แยกคอกวัวและ 22 เมษายน ที่แยกศาลาแดง ยอมรับว่า เครียดมากยิ่งกว่าที่ปรากฏทางสีหน้า

 "ไม่ใช่ว่าไม่เครียดนะ ผมก็เครียดเหมือนกัน"

 ลำพังอุปกรณ์ป้องกันและชุดควบคุมฝูงชนคงไม่กระไรนัก แต่เมื่อต้องสวมใส่อยู่ท่ามกลางอากาศร้อนแดดเปรี้ยง จึงส่งผลให้เหนื่อยล้าได้ง่ายและเหนื่อยหนักมากกว่าปกติ ประกอบกับความรู้สึกเห็นอกเห็นใจของพี่น้องประชาชนพลังเงียบที่ออกมาต่อต้านคนเสื้อแดง แต่ในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์พวกเขาพูดอะไรมากไม่ได้

 "ถ้าถามผมในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ผมก็มีความรู้สึกไม่พอใจเหมือนกัน รู้สึกเหมือนกับพี่น้องประชาชนที่ออกมาต่อต้านนั่นแหละ แต่ผมเป็นตำรวจพูดมากไม่ได้"

 เมื่อพูดถึงข้อครหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ปล่อยให้คนไทยห้ำหั่นกันเอง จ.ส.ต.เอกภาพและตำรวจที่ร่วมพูดคุยยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า พวกเขาพยายามทำอย่างเต็มที่แล้ว ยอมเสี่ยงเข้าไปห้ามปรามไม่ให้ปะทะกัน หลายคนไม่มีโล่กำบังก็ยังเสี่ยงออกไปห้ามปราม และผลักดันให้กลับเข้าไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย

 แม้แต่นายตำรวจอย่าง พ.ต.ท.ไกรสีห์ สุวรรณงาม รอง ผกก.ป.สน.พระโขนง ก็ยังเอาตัวเข้าแลก ?!! "รองไกรสีห์เห็นเหตุการณ์ที่ผู้ชุมนุมฝั่งสีลมบางคนใช้หนังสติ๊กยิงลูกเหล็กใส่ฝั่งเสื้อแดงก็พยายามเข้าไปห้ามและยึดอาวุธ แต่ห้ามเท่าไรก็ไม่ฟังเลยพยายามไล่จับ เขาก็วิ่งไปหลบหลังแนวทหาร ท่านรองก็กระโดดจับขาได้ แต่ปรากฏว่ามีทหารบางนายเอาปืนจ่อหัวทั้งที่อยู่ในเครื่องแบบตำรวจบอกว่า นี่เป็นเขตทหาร"

 "ตำรวจพยายามดำเนินการกับผู้ละเมิดกฎหมายเท่าที่จะทำได้ ผมอยากจะจับคนที่มีหมายจับนะ แต่ลองนึกดูสิกำลังแต่ละฝ่ายใครมากกว่า ใครน้อยกว่า ถ้าไปจับแกนนำหลักไม่ว่าจะข้างนอกหรือข้างใน ถ้าผู้ชุมนุมลุกฮือขึ้นมาจะเกิดความสูญเสียมากขนาดไหน" ตำรวจอีกนายพูดให้คิด

 เรื่องนี้เป็นอุปสรรคชิ้นสำคัญที่ทำให้การแก้ปัญหาม็อบแดงยืดเยื้อมาจนถึงทุกวันนี้ แม้ว่าแกนนำคนสำคัญจะมีหมายจับตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่สถานการณ์หลายครั้งหลายคราบีบให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องเลือกใช้การเจรจาหาข้อยุติ แทนการยึดถือกฎหมายเป็นหลัก

 ถ้าลองไล่เรียงดูตั้งแต่ พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น.รับผิดชอบกรุงเทพฯ พื้นที่ชุมนุมโดยตรง พล.ต.ท.กฤษฎา พันธุ์คงชื่น ผบช.ภ.1 ที่คนเสื้อแดงยกทัพไปบุกยึดสถานีดาวเทียมไทยคม จ.ปทุมธานี หรือแม้แต่การย้ายจุดชุมนุมจากสะพานผ่านฟ้าลีลาศมาอยู่ที่สี่แยกราชประสงค์ พล.ต.อ.ภาณุพงษ์ สิงหรา ณ อยุธยา ที่ปรึกษา สบ.10 ก็ยังเลือกที่จะใช้แนวทางการเจรจาแทนการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

 ด้วยนายตำรวจทุกคนต่างก็รู้ดีถึงผลที่จะออกมา หากใช้กำลังหักหาญจับกุมแกนนำ ที่มีกลุ่มผู้ชุมนุมแวดล้อมอยู่จำนวนมาก ย่อมไม่เป็นผลดีต่อทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ชุมนุมเอง

 การปฏิบัติตามกฎหมายที่ดูล่าช้านี้ทำให้หลายคนมองว่า ตำรวจนิ่งเฉยละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือการคำนึงถึงเลือดเนื้อประชาชนผู้บริสุทธิ์และหลีกเลี่ยงความสูญเสีย บางทีก็ต้องแลกมาด้วยข้อครหา ยิ่งในความรู้สึกของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติด้วยแล้ว พวกเขาต้องทำหน้าที่ตำรวจในขณะเดียวกันก็ต้องทำหน้าที่พ่อและสามีที่ดีด้วยการเอาชีวิตรอดกลับไปหาครอบครัวด้วย
 
 "พวกเราเองก็ต้องระวังตัวด้วย เพราะคนที่บ้านยังรอพวกเราอยู่เหมือนกัน" ตำรวจควบคุมฝูงชนจากภูธรหลายนายบนถนนสีลมพูดเป็นเสียงเดียวกัน

 ตำรวจเหล่านี้มาจากต่างจังหวัด และเหตุการณ์ที่ถูกนำเสนอผ่านทีวี ทำให้คนทางบ้านอดรู้สึกเป็นห่วง ทั้งเรื่องความปลอดภัยและความเป็นอยู่ ยิ่งอยู่ไปนานๆ ความห่วงหาอาทรก็เพิ่มพูนขึ้นทุกวัน

 "ผมเองก็คิดถึงลูกถึงเมีย อยากให้เรื่องจบลงเร็วๆ ทุกครั้งที่มีเหตุรุนแรงพวกผมกับเพื่อนๆ พยายามผลักดันให้คนออกจากจุดเผชิญหน้า โทรศัพท์ดังตลอดเราก็ไม่กล้ารับ เพราะหน้าที่ยังมีอยู่ พอเสร็จภารกิจหยิบขึ้นมาดูมีแต่เบอร์ของคนในครอบครัว พวกเขาเป็นห่วงว่าพวกผมจะได้รับอันตราย"

 พวกเขาบอกด้วยว่าในฐานะที่ได้รับคำสั่งให้มาดูแลความปลอดภัยให้แก่ผู้ชุมนุม จึงอยากฝากบอกไปถึงผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องออกมาต่อต้าน เพราะอาจจะได้รับบาดเจ็บล้มตายจากกลุ่มผู้ไม่หวังดี ที่จ้องจะก่อเหตุสร้างความสูญเสียให้บ้านเมือง

 แต่บางครั้งถ้าเกิดเหตุสุดวิสัยจริงๆ มีความรุนแรงเกิดขึ้น พวกเขาบอกว่าจะพยายามช่วยเหลือผู้ชุมนุมก่อนเป็นอันดับแรก โดยเฉพาะคนที่ได้รับบาดเจ็บถ้าจะต้องนำออกพื้นที่เกิดความรุนแรงก็ต้องพาออกไปก่อน

 "สัญชาตญาณของมนุษย์ทุกคน ถ้าเกิดความรุนแรงมากๆ ไม่ว่าตำรวจ ทหาร หรือผู้ชุมนุม ก็ต้องเอาตัวรอดด้วยกันทั้งนั้น แต่ถ้าสถานการณ์ไม่รุนแรงมาก ผมเชื่อว่าตำรวจทุกคนกินเงินเดือนภาษีของประชาชนก็ต้องผลักดัน เตือน หรือช่วยเหลือประชาชนก่อนตัวเองเสมอ ขณะเดียวกันก็ต้องระวังตัวด้วยเหมือนกัน เพราะคนที่บ้านก็ยังรอพวกผมอยู่เหมือนกัน"

 แล้วผู้ชุมนุมเองล่ะมีใครรออยู่ข้างหลังให้คอยห่วงบ้างหรือไม่ ?!!