
ใกล้แล้ว...สงครามกลางเมือง
แม้ว่าที่ผ่านมาดูเหมือนว่า ศอฉ. โดยเฉพาะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะ ผอ.ศอฉ. จะทำขึงขังใส่ม็อบเสื้อแดงที่ชัดเจนแล้วว่า ชุมนุมโดยผิดกฎหมาย แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เมื่อทั้งตำรวจและทหารยังมีความเห็นที่แตกต่าง และดูจะใช้ความอดทนมา
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก แม้จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้สั่งใช้กำลัง แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีทีท่าใดๆ ที่จะคลี่คลายการชุมนุมในเวลาที่ในใจคนเมืองหลวงร้อนรุ่ม และเดือดร้อนจากการถูกบังคับให้ตกงาน
อาจเป็นเพราะไม่อยากให้มือเปื้อนเลือด เพื่อให้วันเกษียณอายุราชการราบรื่นที่สุด จึงยังคงท่องคาถา "การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง" ไม่เลิกไม่รา
ดังนั้นที่ประชุมหน่วยขึ้นตรงของกองทัพบก ที่ พล.อ.อนุพงษ์ จัดขึ้นเป็นวาระพิเศษ เพื่อแจกแจงกำลังพลทั่วประเทศให้เข้าใจถึงสถานการณ์การชุมนุมที่อยู่ในช่วง “หน้าสิ่วหน้าขวาน” แต่ พล.อ.อนุพงษ์ก็ยังคงยืนในจุดเดิม
"การใช้ความรุนแรงไม่ได้ทำให้ปัญหาของประเทศชาติหมดไป ดังนั้นการแก้ไขปัญหาจะต้องให้การเมืองแก้ไขกันเอง จะให้กองทัพไปปราบปรามประชาชนคงไม่ได้ และผมก็ไม่มีนโยบายในเรื่องนี้อยู่แล้ว ดังนั้นจะพยายามแก้ไขปัญหาให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทิศทางที่ดี”
แม้จะยอมรับว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากการชุมนุมเป็นแรงบีบให้ต้องตัดสินใจบางอย่าง แต่ พล.อ.อนุพงษ์ก็ยืนยันว่า กองทัพจะเข้าไปจัดการเมื่อเกิดการจลาจล รัฐบาลควบคุมไม่อยู่เท่านั้น
น่าเสียดายที่ใจความที่ พล.อ.อนุพงษ์พยายามสื่อไปยังผู้ใต้บังคับบัญชานั้น มีเพียงเหตุการณ์ 10 เมษายน อันเป็นวันที่กองทัพสูญเสียอย่างใหญ่หลวง แต่ไม่ได้หยิบยกเหตุการณ์เมื่อค่ำวันที่ 22 เมษายน ที่ผู้ชุมนุมย่านสีลมได้รับความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง ให้กำลังพลได้รับรู้บ้าง
เหตุการณ์กลุ่มก่อการร้ายใช้เครื่องยิงระเบิดเอ็ม 79 ยิงถล่มใส่กลุ่มคนเสื้อหลากสีบนถนนสีลม เกิดขึ้นคล้อยหลังจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดแถลงข่าวที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) ไม่ถึง 1 ชั่วโมง
ประเด็นสำคัญที่นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงการชุมนุมของคนเสื้อแดง โดยเฉพาะตรงแยกศาลาแดงที่มีคนเสื้อหลากสีกับคนเสื้อแดงเผชิญหน้ากัน ซึ่งนายกฯ อยากให้ผู้ชุมนุม 2 กลุ่มอยู่ให้ห่างจากกัน
ส่วน "ประเด็นใหม่" ของนายกฯ ที่เรียกเสียงฮือฮาได้มาก คือ ความเคลื่อนไหวของ "ผู้ก่อการร้าย" ในกลุ่มผู้ชุมนุม
“ที่ผ่านมา เราจะคุ้นแต่การ์ดแดงกับชุดดำ ผมเพียงแต่จะบอกว่า วันนี้จะมีชุดขาวอีก"
จบถ้อยแถลงของนายอภิสิทธิ์ไม่ทันไร การ "ลองของ" ก็เกิดขึ้นทันที
เป้าหมายของกลุ่มก่อการร้าย คือ เสื้อหลากสีที่มีทั้งพนักงานออฟฟิศที่เลิกงาน และคนทำมาหากินแถวสีลมที่มาปักหลักต้านเสื้อแดงตั้งแต่เวลา 18.00 น.ของทุกวัน
เวลา 20.00 น. มีการยิงเอ็ม 79 จำนวน 3 นัด นัดแรกยิงมาตกใส่หลังคาสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสศาลาแดง ซึ่งมีผู้โดยสารจำนวนมากอยู่บนขบวนรถ และอยู่ภายในสถานีศาลาแดง
น่าสังเกตว่า ก่อนที่ระเบิดจะลง มีการยิง "บั้งไฟ หรือพลุ" ขึ้นมา ราวกับเป็นสัญญาณว่า อาวุธร้ายแรงกำลังจะทำงาน
สำหรับจุดที่ใช้ยิงเอ็ม 79 ใส่ผู้ชุมนุมเสื้อหลากสี คาดว่ามี 2 จุดขึ้นไป โดยจุดแรกอาจมาจากตึกผู้ป่วยของ รพ.จุฬาลงกรณ์ ซึ่งอยู่ถัดจากลานพระบรมรูป ร.6 ไม่ไกล คาดว่าเป็นจุดที่ยิงเอ็ม 79 ตกใส่หลังคาสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสศาลาแดง
ส่วนอีกจุดนั้น น่าจะมาจากบริเวณลานพระบรมรูป ร.6 และ/หรือในสวนลุมพินี เนื่องจากมีสถานที่กว้างขวาง อีกทั้งยังมืด มีต้นไม้ปกคลุม อำพรางความเคลื่อนไหวได้
จากนั้นเวลา 20.30 น. ระเบิดเอ็ม 79 อีกนัดหล่นตูมกลางวงผู้ชุมนุมเสื้อหลากสีนับพันคนที่แยกศาลาแดง ทำให้มีหญิงวัยกลางคนเสียชีวิตระหว่างนำส่งโรงพยาบาล 1 คน และบาดเจ็บ ทั้งที่สาหัสและไม่สาหัสอีกหลายสิบคน จุดนี้น่าจะยิงมาจากสวนลุมพินี ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับผู้ชุมนุมเสื้อหลากสี
20.45 น. เอ็ม 79 อีกนัดถูกยิงเข้ามาตกด้านหน้าธนาคารกรุงศรีอยุธยา ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 3 คน
เบ็ดเสร็จยอดคนตายเท่าที่ได้รับการยืนยันเมื่อเย็นวันที่ 23 เมษายน มีผู้เสียชีวิต 1 คน และบาดเจ็บไปเกือบ 100 คน!!
แต่เมื่อจับทิศต้นทางของเอ็ม 79 ได้แล้ว ที่เหลือก็ต้องวัดใจรัฐบาลว่าจะสั่งเคลื่อนกำลังเข้าตรวจสอบจับกุม โดยกำลังทหารหรือตำรวจก็แล้วแต่ โดยใช้วิธีการขอพื้นที่ตามมาตรฐานสากล อย่างที่ศาลมีคำสั่งได้หรือไม่ และเมื่อใด
เพราะการปล่อยให้กองกำลังติดอาวุธมายึดพื้นที่ใจกลางเมืองหลวงร่วม 1 เดือนมาแล้ว โดยที่รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่สามารถทำอะไรได้ จนอารมณ์ของคนเมืองหลวงปะทุใกล้จุดเดือดนั้น มันเสี่ยงมากกว่าส่งกำลังมาสลายการชุมนุมเป็นไหนๆ
เมื่อปล่อยให้ชาวบ้านมาร่วมวง ความขัดแย้ง สงครามกลางเมือง มันอยู่แค่เอื้อมนี่แล้วจริงๆ !
ทีมข่าวความมั่นคง



