
เวลาเหลือน้อยเต็มที
คนส่วนใหญ่ 60 กว่าล้านคน ไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมของท่าน จะเห็นว่าการชุมนุมมียอดลดลงเรื่อยๆ เหลือ 1.4 หมื่นคน และเมื่อเวลา 8 โมงครึ่ง การเอาคน กทม.เป็นตัวประกันไม่ถูกต้อง เวลาของท่านเหลือน้อยที่จะออกนอกพื้นที่แล้ว
หากไม่มีบัตรประจำตัว หรือ ไม่มีเสื้อ ตำรวจจะอำนวยความสะดวกให้ปลอดภัยแม้ว่าจะไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน ศอฉ.จะปล่อยให้ประเทศเสียหายไม่จบสิ้นคงเป็นไปไม่ได้ ขณะนี้เหลือเวลาน้อย ด้วยความปรารถนาดีจริงๆ ขอให้ออกนอกพื้นที่ เนื่องจากพื้นที่มีการซ่องสุมอาวุธสงครามเยอะ การที่ปฏิบัติขอคืนพื้นที่โอกาสหน้า กลุ่มผู้ไม่หวังดีจะใช้อาวุธกับเจ้าหน้าที่ก็อาจจะถูกลูกหลงในพื้นที่อย่างแน่นอน อยากให้ออกนอกพื้นที่ ทั้งนี้ประชาชนที่ร่วมชุมนุมมีประมาณหลักร้อยที่ประสงค์จะเดินทางกลับบ้าน แต่ถ้าไปจับเองจะสายเกินไป”
ดูเหมือนว่าเสียงเตือนครั้งนี้ของ ศอฉ.ผ่านเรียวปาก "พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด" โฆษก ศอฉ. จะเห็นนัยแอบแฝงที่แปลกไปกว่าทุกครั้ง นั่นก็คือคำเตือนซ้ำๆ ที่ว่า...
"เวลาของท่านเหลือน้อยเต็มทีแล้ว"
นั่นอาจอนุมานได้ว่า ศอฉ.น่าจะได้ฤกษ์ "ขอคืนพื้นที่" บริเวณแยกราชประสงค์ในเร็วๆ นี้แล้วก็เป็นได้
เพราะหากจับสัญญาณปฏิบัติการจาก ศอฉ.ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา จะเห็นได้ชัดเจนว่ามีความเคลื่อนไหวไปในทางเตรียมพร้อมในทุกๆ ด้านอย่างเต็มที่ หลังจากเหตุปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่กับผู้ชุมนุมบริเวณสี่แยกคอกวัวเมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา
เริ่มจากสัญญาณแต่งตั้ง "พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา" ผบ.ทบ.ให้เข้ามาเป็นผู้บัญชาการ สั่งการในทางปฏิบัติอย่างเต็มตัว หลังจากถูกตั้งข้อสังเกตว่า "เกียร์ว่าง" จน "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ถึงขั้นโบกมือลา เพราะไม่สามารถสั่งการได้
กระทั่งมีผู้ใหญ่เข้ามาไกล่เกลี่ย ถึงได้มีคำสั่งแต่งตั้ง "พล.อ.อนุพงษ์" อย่างเป็นทางการ อันถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นเดินหน้าขอคืนพื้นที่อย่างจริงจัง
ถัดมาถึงมีข่าว "พล.อ.อนุพงษ์" มีการประชุมระดับเจ้าหน้าที่เพื่อซักซ้อมความเข้าใจในการปฏิบัติงานคืนพื้นที่ ตามมาด้วยการซ้อมจริงของกำลังพล พร้อมๆ กับการระดมกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรึงพื้นที่บริเวณถนนสีลม ตั้งแต่แยกศาลาแดง เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมเคลื่อนขบวนปิดถนนได้อีก
ขณะเดียวกันก็กระจายกำลังเข้าโอบล้อมบริเวณโดยรอบแยกราชประสงค์ บวกกับส่งเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมอาคาร สถานที่ต่างๆ เพื่อป้องกันผู้ก่อเหตุร้าย พร้อมๆ กับการสอดส่องอาวุธยุธโธปกรณ์ของกลุ่มผู้ชุมนุม
พร้อมกันนั้นปฏิบัติการด้านการข่าวของ ศอฉ. ก็ทำหน้าที่ประกาศเตือนผู้ชุมนุมเป็นระยะให้ออกนอกพื้นที่ ตามสูตรแยกปลาออกจากน้ำ เพื่อให้ผู้ชุมนุมโดยบริสุทธิ์ทั้งหลายไม่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง
ปฏิบัติการทั้งหลายทั้งปวงที่ ศอฉ.ดำเนินการมาร่วมสัปดาห์เห็นได้ชัดเจนว่ามีความพร้อมแล้วเต็มร้อย !!!
ปัญหาก็คือ ผู้ที่ต้องการเห็นความสงบและการบังคับใช้ฎหมายอย่างเด็ดขาด เริ่มตั้งคำถามกันแล้วว่า "รัฐบาลรออะไรอยู่ ???"
เพราะในขณะที่สถานการณ์ของกลุ่มคนเสื้อแดงก็ดูอ่อนเปลี้ยเพลียแรง มวลชนที่มาร่วมชุมนุมก็ลดน้อยถอยลงทุกวัน กระทั่งเหลือเพียงแค่หลักร้อยในช่วงเช้า
รัฐบาลก็ยังคงทำได้แค่เพียง "ตรึงกำลัง" !!!
ขณะที่กลุ่มคนที่เห็นต่างจากกลุ่มคนเสื้อแดง ไม่ว่าจะเป็น "กลุ่มเสื้อหลากสี" หรือชาวชุมชนต่างๆ ใน กทม.ที่เริ่มไม่พอใจการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงอย่าง "กลุ่มคนสีลม" ได้เริ่มออกมาแสดงพลังกันมากขึ้นทุกวัน
กระทั่งประกาศนัดรวมพลังเสื้อหลากสี 1 แสนคนในวันศุกร์ที่ 23 เมษายนนี้ ที่สวนอัมพร ซึ่งยังไม่นับการขยายตัวของกลุ่มคนเสื้อหลากสีที่กระจายออกไปยังต่างจังหวัดกันแล้วในวันนี้ด้วย
บรรยากาศอย่างนี้สุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะเกิดการปะทะกัน และก็ได้เกิดขึ้นแล้วสองคืนติดกันบริเวณแยกศาลาแดง ท่ามกลางการเฝ้ามองอย่างไม่สามารถทำอะไรได้ของเจ้าหน้าที่
คำถามคือว่า หากรัฐบาลและ ศอฉ.จะรอให้กลุ่มคนสองกลุ่มปะทะกันไปทั่วทุกหัวระแหง บ้านเมืองจะได้ประโยชน์อย่างไร ???
ฉะนั้นคำเตือนของ ศอฉ.ที่ว่า "เวลาเหลือน้อยเต็มทีแล้ว" นั้น จึงน่าจะเป็นคำเตือนที่ศอฉ.และรัฐบาลใช้เตือนตัวเองด้วย
หากปล่อยให้ประเทศอยู่ในโหมด "อนาธิปัตย์" นานกว่านี้ รัฐบาลและ ศอฉ.ก็หมดความชอบธรรมที่จะซื้อเวลาอยู่ต่อไป
เพราะต้องไม่ลืมว่า เวลาของประเทศชาติในอันที่จะเรียกคืนความสงบ สันติ ก็เหลือน้อยไม่แพ้กัน !!!
ฐานันดร 4



