ข่าว

กากีกลายภายใต้"มะเขือเทศ"?

กากีกลายภายใต้"มะเขือเทศ"?

23 เม.ย. 2553

เก้าอี้รักษาการผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติของ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ ดูจะสั่นคลอนไม่น้อย กับสถานการณ์การเคลื่อนไหวของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ในขณะนี้

 ที่นับวันกระแสต่อต้านกลุ่มคนเสื้อแดงได้ขยายวงกว้างออกไปด้วยสัญลักษณ์สีชมพูและเสื้อหลากสี รวมไปถึงชุมชนต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบต่อการปิดเมืองหนนี้

 เหตุการณ์สดๆ ร้อนๆ ได้เกิดการปะทะกันระหว่างกลุ่มคนสีลม กับกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ปักหลักชุมนุมประท้วงบริเวณถนนราชดำริ ต่อกับหัวถนนสีลม 

 เมื่อต่างฝ่ายต่างยึดหัวถนนคนละฝั่งตะโกนด่าทอกันเป็นออเดิร์ฟ ก่อนที่ความรุนแรงจะทวีขึ้นในกลางดึกวันที่ 21 เมษายน ที่ผ่านมา บานปลายกลายเป็นการสาดอาวุธที่พอจะหาได้ใส่กัน หนักไปจนถึงใช้ระเบิดเพลิง

 เชื่อหรือไม่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตำรวจไม่ได้แสดงบทบาทอะไรเลยในการห้ามปราม ภายใต้คำว่า "ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์"  

 กลับทำตัวเป็นคนดูชั้นดี สมกับคำครหาตำรวจมะเขือเทศ ตอกย้ำพฤติกรรม "เกียร์ว่าง" ที่ทั้งตัวและหัวใจเต็มไปด้วยสีแดง ไม่เป็นผู้บังคับใช้กฎหมายกันอย่างจริงจัง

 หลายตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเริ่มจากการ ”ไม่จับกุม 24 แกนนำ” ไม่ว่าจะเป็น พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ บิ๊กตำรวจนครบาลคนสนิทของรองนายกฯ ด้านความมั่นคง สุเทพ เทือกสุบรรณ

 หรือกระทั่ง พล.ต.ท.กฤษฎา พันธุ์คงชื่น ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 เคยยืนประจันหน้ากันกับผู้ต้องหาทั้ง 24 คน ก็ไม่เคยขยับเข้าจับกุมเลยแม้แต่คนเดียว

 ครั้นเมื่อถึงเวลาที่จะจับกุมก็ยังไปปฏิบัติหน้าที่แบบงามหน้า พลาดท่าเสียฟอร์มให้กลุ่ม “เสื้อแดง” ปิดล้อม ค้ำคอ จนลูกน้องต้องหิ้วปีกออกมาอย่างหน้าอับอายไปทั่ววงการสีกากี

 เหตุการณ์ระเบิดป่วนเมืองกว่า 20 ครั้ง ประชาชน ตำรวจ ทหาร บาดเจ็บเฉียดตายจำนวนมากเช่นกัน บางครั้งคนร้ายทิ้งหลักฐานไว้มากมาย ก็ยังไม่สามารถดำเนินการอะไรได้มากนัก

 บทพิสูจน์ที่เด่นชัดจากเหตุการณ์ยิงระเบิดอาร์พีจีถล่มกระทรวงกลาโหม ซึ่งคนร้ายได้ทิ้งหลักฐานไว้หลายอย่างเช่น รถกระบะ เสื้อผ้า และอาวุธอีกหลายชนิด ก็ยังจับมือใครดมไม่ได้

 ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่ห้ามชุมนุมกันเกิน 5 คน ตำรวจก็ยังปล่อยให้มีการชุมนุมกันได้เป็นหมื่นๆ คน อีกทั้งยังล้มเหลวในการสกัดกั้นผู้ที่เข้ามาชุมนุมจากต่างจังหวัด แต่กลับผ่านด่านตรวจมาอย่างง่ายดาย

 การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง มีการกระทำความผิดกันมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความเสียหายให้แก่ทรัพย์สินของรัฐ กีดขวางจราจร การใช้เครื่องขยายเสียง

 มิหนำซ้ำแกนนำบางคนมีความผิดติดตัวอยู่แล้ว แต่การทำงานของตำรวจกลับไม่มีการ “ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม” ยังปล่อยปละละเลย จนกลายเป็นเรื่องบานปลายชุมนุมไล่รัฐบาลกันได้จนถึงทุกวันนี้

 จะเห็นได้ว่านโยบายของผู้บังคับบัญชาที่สั่งตรงลงไป เป็นเหมือนการสั่งน้ำมูกที่ทั้ง "หัวและหาง" ไม่เคยกระดิกตามรัฐบาล “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” แม้แต่อย่างใด

 เหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมา มีการทำผิดกฎหมายกันมากมาย หนักที่สุดเห็นจะเป็นการขนอาวุธสงครามหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นเอ็ม 16 อาก้า เอ็ม 79 และระเบิดเอ็ม 67 ของกองกำลังติดอาวุธ

 กลายเป็นโศกนาฏกรรมเมษาเลือด ที่คนไทยฆ่ากันเองจนเกิดความสูญเสียทั้งทหาร ประชาชน คนเสื้อแดงล้มเจ็บกว่า 200 คน และเสียชีวิตไป 25 ราย

 ท่ามกลางการประกาศภาวะฉุกเฉิน แต่กลับมีการกระทำเย้ยตำรวจอย่าชัดแจ้งของผู้ก่อการร้ายที่แฝงตัวเข้ามาปะปนคนเสื้อแดง แสดงให้เห็นว่าการป้องปรามของตำรวจเกิดความล้มเหลวอย่างเห็นได้ชัด

 ไม่เพียงแค่ชายชุดดำคลุมไอ้โม่งมีภาพปรากฏให้เห็นชัดเจนตำรวจก็ไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว เมื่อผู้สื่อข่าวนำภาพนี้ไปให้พร้อมกับหาชื่อผู้ต้องสงสัยรายนี้ไปให้ ตำรวจนครบาลก็อ้างว่าขอสืบสวนเพื่อรวบรวมหลักฐานเสียก่อน

 ความล้มเหลวทั้งหมดรัฐบาลย่อมรู้ดีว่าหากปล่อยไว้ มีแต่จะส่งผลเสียให้แก่รัฐบาลมากขึ้น จึงต้องนำเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดมอบหมายให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ รับหน้าที่ดำเนินการหาผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้

 มิวายที่จะโอนคดีดังกล่าวให้แก่ดีเอสไอ กลับปรากฏคำโอ้อวดบลัฟกลับจาก พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. บอกว่าตำรวจทำคดีคืบหน้าไปได้ 50 เปอร์เซ็นต์แล้ว

 เห็นได้ว่าความบกพร่อง ละเลยต่อการทำหน้าที่ จะโทษเพียงแค่ตำรวจชั้นผู้น้อยอย่างเดียวคงไม่ได้ เพราะแม้กระทั่งตำรวจชั้นผู้ใหญ่เองก็มิได้ให้ความสนใจ

 ด้วยเหตุที่ว่า "ได้ไม่คุ้มเสีย" หากจะช่วยเหลืออะไรไปในขณะที่สงครามยังไม่เสร็จสิ้น ในเมื่อยังไม่มีใครรู้ว่า ฝ่ายไหนจะขึ้นมาเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล หากเลือกผิดข้างอาชีพรับราชการก็อาจมืดมน

 ต้องยอมรับความยิ่งใหญ่ของรัฐตำรวจในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ได้รกรากฝังลึกให้เครื่องแบบสีกากีในครั้งนั้นกลับกลายเป็นตำรวจการเมืองอย่างแจ่มชัด

 ชัดเสียจนที่จะกล้าเอาอนาคตของตัวเอง ไปแขวนไว้อีกข้างหนึ่งแม้จะต้องเสี่ยงกับข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ก็ตาม...!!!