
สป.จี้มาร์คทำงบ54เสร็จภายในก.ค.แล้วยุบสภา
สป. จี้ มาร์ค ทำ งบ 54 ให้เสร็จภายใน ก.ค. แล้ว ยุบสภา เปิดทาง เลือกตั้งใหม่ ชี้ ปัญหาการเมืองต้องทำโดยสันติวิธี เลี่ยงความรุนแรง "กอร์ปศักดิ์"ชี้แจงนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ และผู้จดัการกองทุน ชี้ รัฐบาลยังหวังใช้การเจรจาเพื่อยุติปัญหา เชื่ออี
เมื่อเวลา 17.50 น.วันที่ 22 เม.ย.นายโอกาส เตพละกุล ประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สป.) พร้อมคณะเดินทางเข้ายื่นข้อเสนอ แนวทางความเห็นและข้อเสนอแนะให้นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นมติจากที่ประชุมสป.ครั้งที่ 2/2553 เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาแก้ปัญหาผ่านนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ไปถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ด้านหน้าแหล่งสมาคมนายทหารกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ซึ่งเป็นข้อเสนอเดียวกับที่สป.เตรียมที่จะไปยื่นให้กับนายวีระ มุสิกพงศ์ ประธานนปช. โดยมีข้อเรียกร้องเหมือนกันจำนวน 5 ข้อ
สำหรับข้อเสนอของสป. คือ 1.วิกฤตข้อขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาทางการเมือง ดังนั้นการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุดคือ การใช้วิธีการทางการเมืองซึ่งต้องทำโดยสันติวิธี และหลีกเลี่ยงการกระทำโดยใช้ความรุนแรง 2.เรียกร้องให้ตัวแทนทั้งสองฝ่าย ได้ร่วมกันเจรจาเพื่อหาข้อยุติอันจะเป็นประโยชน์แก่ประเทศต่อไป โดยสป.พร้อมที่จะเป็นตัวกลางในการเจรจาและอำนวยความสะดวกในด้านต่างๆที่จะเป็นประโยชน์ต่อการเจรจา 3.การชุมนุมของกลุ่มนปช.เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยย่อมสามารถมีสิทธิเสรีภาพที่จะกระทำได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและต้องไม่กระทำการที่ขัดต่อกฎหมาย
4.ข้อเรียกร้องของนปช.ที่ให้นายกฯยุบสภาทันทีนั้น อาจทำให้การบริหารราชการแผ่นดินโดยเฉพาะการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบฯ 2554 ต้องหยุดชะงัก มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ดังนั้นสป.จึงเสนอให้รัฐบาลและสมาชิกรัฐสภาและสมาชิกวุฒิสภา ร่วมกันพิจารณาจัดทำและตรวจพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯดังกล่าว ให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ค.นี้ และจากนั้นนายกฯต้องประกาศยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่โดยเร็วและยอมรับผลการเลือกตั้งที่จะตามมา และ 5.หากทั้งสองฝ่ายเห็นชอบในข้อตกลงของสป. ขอให้กลุ่มนปช.ยุติการชุมนุมทันทีทั่วประเทศในวันที่นายกฯประกาศกำหนดวันยุบสภา
กอร์ปศักดิ์หวังเจรจาทางรอดวิกฤต
ขณะที่วันนี้(22เม.ย.) สมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ได้จัดงานประชุมสามัญประจำปี 2553โดยมีนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้แสดงปาฐกถาพิเศษในหัวข้อเรื่อง สถานการณ์ล่าสุดในมุมมองและทัศนะของเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ และผู้จัดการกองทุนได้เข้าร่วมรับฟัง
นายกอร์ปศักดิ์ กล่าวว่าแนวความคิดในการหาทางออกให้ประเทศในขณะนี้ควรใช้วิธีการเจรจาอย่างเดียว และหวังว่าอีกไม่กี่วันก็น่าจะหาทางออกได้ สิ่งที่ต้องตามหน้าที่มี 2 อย่างคือ พยายามหาทางเจรจาเพื่อให้เกิดข้อยุติ และการหาแนวทางเยียวยาผู้เดือดร้อนทั้งบุคคลและผู้ประกอบการต่างๆ ในย่านราชประสงค์ มีจำนวนมากกว่า 4 หมื่นคน ซึ่งรัฐต้องใช้มาตรการระยะสั้นเข้ามาดำเนินการ โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินการและหวังว่าจะสามารถนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ภายในวันอังคารหน้า
"มาตรการที่น่าจะดำเนินการได้รวดเร็ว น่าจะเป็นการยืดระยะเวลาการชำระหนี้ วงเงินฉุกเฉินเพื่อเสริมสภาพคล่อง โดยในส่วนนี้วงเงินกู้มองว่าไม่ควรเป็นเงินกู้จากสถาบันการเงินของรัฐ แต่รายละเอียดนั้นคงต้องรอดูข้อมูลก่อนว่าผู้ได้รับความเดือดร้อน เดือดร้อนระดับไหน เบื้องต้นข้อมูลที่ได้รับจะมีโรงแรม 10 แห่ง พนักงานประมาณ 4 พันคน ส่วนธุรกิจอื่นๆที่ได้รับผลกระทบอีก 4 หมื่นคน"เลขาธิการกล่าว
เขากล่าวว่าปัญหาที่เกิดขึ้นหากยืดเยื้อ จะกลายเป็นปัญหาระดับประเทศ ทำให้สถานการณ์กลับเข้าไปเหมือนช่วงที่รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศตอนเริ่มต้น ซึ่งคงจะต้องใช้มาตรการกระตุ้นฟื้นฟูเศรษฐกิจ และทำให้ต้องนำเม็ดเงินที่ได้จากการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบที่ผ่านมาที่จัดเก็บรายได้มากกว่าประมาณการ 1.7 แสนล้านบาท มาใช้ในการแก้ไขปัญหาครั้งนี้
สำหรับรัฐมีความพยายามเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อหาข้อยุติร่วมกัน และพยายามทำแข่งกับเวลา แต่รูปแบบคงไม่ใช่การเจรจาที่มีการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าหลักการการเจรจาเป็นเรื่องง่าย แต่ในทางปฎิบัติทำได้ยาก แต่ก็จะพยายามเร่งทำงานแข่งกับเวลา เพราะเชื่อว่าถ้าแก้ปัญหาได้ก็จะทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองหมดไป อย่างไรก็ตามความยากในการแก้ปัญหาของรัฐบาลอยู่ที่การแยกผู้ไม่หวังดีออกจากกลุ่มผู้ชุมนุม
รวมทั้งรัฐบาลยังไม่มีแนวคิดที่จะสลายการชุมนุม และเชื่อว่าทหารไม่ต้องการใช้กำลังสลายการชุมนุม เนื่องจากไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ในระยะยาว และหากเกิดการปะทะ ย่อมส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต ก็จะกลายเป็นผลกระทบในวงกว้าง แต่สิ่งที่รัฐบาลกังวล คือ กองกำลังไม่ทราบฝ่ายที่จะพยายามสร้างสถานการณ์เพื่อให้ทหารเข้ามาใช้ความรุนแรง
ปัญหาการชุมนุมที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งเป็นความผิดพลาดจากการชุมนุมครั้งที่ผ่าน ๆ มาที่รัฐบาลไม่ได้สานต่อในเรื่องการแก้ปัญหาตามข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุม ตั้งแต่เม.ย.52 ทำให้การชุมนุมที่กลับมาอีกครั้ง และมีความรุนแรงมากขึ้น และหากการชุมนุมครั้งนี้ยุติไปแล้วปัญหาเหล่านั้นยังไม่ได้รับการแก้ไขก็มีโอกาสที่จะทำให้การชุมนุมที่จะเกิดขึ้นอีก



