ข่าว

303อจ.16สถาบันและภาคีสุดทนร่วมต้านยุบสภา

303อจ.16สถาบันและภาคีสุดทนร่วมต้านยุบสภา

22 เม.ย. 2553

303คณาจารย์ ต้านยุบสภาจาก 16 สถาบันและภาคีเครือข่ายสุดทน! หลังเห็นบ้านเมืองลุกเป็นไฟจากฝีมือเผาบ้านเผาเมืองของ กลุ่มคนเสื้อแดง ออกแถลงการณ์อีกฉบับระบุ การชุมนุมผิดรัฐธรรมนูญชัดเจน คาดหากรัฐไม่คลี่คลายสถานการณ์ประชาชนผู้ไม่เห็นด้วยและได้รับความเดือดร้อนจา

(22 เม.ย.) เมื่อเวลา 10.45 น. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เครือข่ายนักวิชาการ และองค์กรภาคสังคม นำโดย กลุ่ม303คณาจารย์ ต้านยุบสภาจาก 16 สถาบันและภาคีเครือข่าย ได้แก่ สมาชิกที่ประชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย,ชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย,มูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย , เครือข่ายปัญญาสยาม , สหเครือข่ายภาคประชาชน (10 องค์กร) , เครือข่าย Face book “มั่นใจว่าคนไทยเกิน 1 ล้าน ต่อต้านการยุบสภา” ,เครือข่ายเยาวชน กล้าธรรมม์ และกลุ่มไทยรวมใจ ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์เรียกร้องให้กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ยุติการชุมนุมที่ราชประสงค์

 รศ.สมชัย ศรีสุทธิยาการ อดีตรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะผู้ประสานงานกลุ่ม 303 คณาจารย์ กล่าวว่าในมุมมองส่วนตัว คิดว่าการชุมนุมเสื้อแดงเลยขอบเขตของสิทธิที่จะทำได้แล้ว ถือเป็นการชุมนุมที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

 "สำหรับการชุมนุมของคนเสื้อแดง ผมใช้คำว่า เป็นการชุมนุมที่ผิดรัฐธรรมนูญแล้วครับ โดยเฉพาะมาตรา 1 และมาตรา 63 ที่ว่าประเทศไทยเป็นอันหนึ่งอันเดียว แบ่งแยกมิได้ และมาตรา 63 ที่กล่าวถึงสิทธิของผู้ชุมนุมที่สามารถชุมนุมได้โดยปราศจากอาวุธ แต่ภาพที่เห็นในขณะนี้คือมันไม่ใช่แล้วคือ มันเกินจุดที่เหมาะสมไปแล้ว ภาพที่ออกมามันไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ ดังนั้น ฝ่ายผู้ชุมนุมไม่มีสิทธิที่จะอ้างการคุ้มครองจากรัฐธรรมนูญอีกแล้ว เพราะสิ่งที่ประจักษ์ในวันนี้คือการผู้ชุมนุมมีอาวุธในครอบครอง 10 ชนิด"

 รศ.สมชัยกล่าวต่อว่า อาวุธที่สังคมเห็นว่าเสื้อแดงได้นำมาชุมนุมด้วยคือ 1. ไม้ไผ่ไม้ปลายแหลม 2 .น้ำกรด 3. น้ำมัน มีการทำระเบิดเพลิง 4.ยางรถยนต์ 5. มีการกว้านซื้อสากกะเบือจำนวนมาก และ กว้านซื้อพริกขี้หนูโดยสิ่งเหล่านี้สามารถเป็นอาวุธได้ 6.บั้งไฟ 7. หนังสะติ๊กและน็อต 8.ถังแก๊ส 9. ระเบิดปิงปอง 10.อาวุธสงคราม รวมทั้งมีกองกำลังติดอาวุธที่พร้อมจะสนับสนุนผู้ชุมนุมด้วย

 "ดังนั้นการชุมนุมครั้งนี้จึงไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ โดยหากผู้ชุมนุมปฏิเสธต้องมีการพิสูจน์ โดยแกนนำผู้ชุมนุมต้องแสดงความจริงใจด้วยการเปิดโอกาสให้ทางราชการหรือตัวแทน หน่วยงานที่เป็นกลางเข้าไปตรวจอาวุธบริเวณที่มีการชุมนุม โดยขอเสนอรายชื่อ คณะกรรมการเบื้องต้น อาทิ นายโคทม อารียา คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ตัวแทนนักวิชาการกลุ่ม 155 ที่เห็นด้วยกับการยุบสภา ตัวแทนนักวิชาการ 303 คนที่ไม่เห็นด้วยกับการยุบสภา โดยต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธเข้าไปมาตรวจด้วย"

 ขณะที่ นายสมชาย  หอมละออ ประธานชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นหากไม่มีการแก้ไข จะเป็นอันตรายต่อทุกคน เพราะมีปรากฎการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น เช่นมีการปะทะกันที่สีลม ดังนั้น เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องบังคับใช้กฎหมาย อย่างรวดเร็ว เป็นธรรม ไม่เช่นนั้น จะเกิดองค์กรต่างๆ ลุกขึ้นมาปกป้องตัวเอง เพราะเห็นว่ารัฐบาลไม่สามารถดูแลได้ เมื่อถึงตอนนั้นอาจจะเกิดมิคสัญญีและสงครามกลางเมืองได้ เพราะจะมีการเผชิญหน้าระหว่างประชาชน และผู้ชุมนุม โดยจะรุนแรงขึ้นถ้ารัฐบาลไม่รีบบังคับใช้กฎหมาย

 ผศ.ทวีศักดิ์  สูทกวาทิน ประธานสภาคณาจารย์ สถาบันบัณฑิตและพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ในฐานะสมาชิกกลุ่ม 303 คณาจารย์กล่าวว่า ทางประธานสภาคณาจารย์นิด้า เห็นว่า มีข้อน่าสงสัยเกี่ยวกับการชุมนุมของคนเสื้อแดงมี 3 ข้อ คือ1.การชุมนุมดังกล่าวเป็นไปอย่างสันติ อหิงสา ตามกรอบกฎหมายหรือไม่ หรือ เป็นการชุมนุมที่พร้อมจะละเมิดกฎหมายและพร้อมที่จะใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบในการต่อสู้กับอำนาจรัฐเพียงเพื่อให้ได้รับชัยชนะตามจุดมุ่งหมายของแกนนำคนเสื้อแดง โดยไม่สนใจว่าผู้มาร่วมชุมนุมจะมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บและเสียชีวิตมากน้อยเพียงใด

 2. ข้อเรียกร้องของคนเสื้อแดงที่ให้นายกรัฐมนตรี ยุบสภา สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆได้จริงหรือไม่ หรือข้อเรียกร้องเพื่อใช้ในการเคลื่อนไหวขั้นแรกในการเข้ามายึดกุมอำนาจรัฐ เพื่อที่จะดำเนินการล้มล้างและเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่รูปแบบใหม่ต่อไป 3. กลุ่มคนเสื้อแดงเคลื่อนไหวเพื่อประโยชน์ส่วนรวม หรือ เป็นการต่อสู้เพื่อแย่งชิงอำนาจรัฐกลับคืนให้ทักษิณ ชินวัตร และพวกพ้อง โดยไม่สนใจว่าการกระทำของกลุ่มคนเสื้อแดงจะก่อให้เกิดความเดือดร้อนกับประชาชนทั่วไปมากน้อยเพียงใด

 "ทางคณาจารย์นิด้า ขอเรียกร้องให้ 1.แกนนำคนเสื้อแดงประกาศยุติการชุมนุมทันที 2. ขอให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯและเครือข่ายยุติการสนับสนุนการชุมนุมของคนเสื้อแดง และ 3. ขอสนับสนุนให้มีการเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้สังคมได้ตระหนักว่าการอยู่ร่วมกันต้องยึดถือกฎหมายเป็นกติกา" ผศ.ทวีศักดิ์กล่าว

 สำหรับแถลงการณ์ฉบับดังกล่าว มีใจความว่า "...ภาพของกรุงเทพมหานครที่ปรากฏ ไม่แตกต่างกับภาวะใกล้สงคราม ที่ฝ่ายผู้ชุมนุมมีการปิดกั้นถนน ตั้งป้อมค่าย ตัดไม่ไผ่ปลายแหลม สะสมอาวุธ น้ำกรด พร้อมที่จะทำสงครามกับฝ่ายรัฐบาลที่ประกาศว่ามีการเตรียมกำลังทหารที่พร้อมใช้กำลังเข้าดำเนินการขอพื้นที่คืนทุกจังหวะเวลาที่สถานการณ์เหมาะสม ในขณะที่ประชาชน ที่ไม่พอใจต่อสถานการณ์ปัจจุบัน เริ่มแสดงออกถึงความไม่พอใจ และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้ชุมนุม

  ซึ่งหากยังปล่อยให้สถานการณ์ดังกล่าวขยายตัวต่อไปโดยไม่มีความพยายามในการควบคุมให้ความร้อนแรงของสถานการณ์ลดลง เป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้โดยไม่ยากว่าจะเกิดภาวะความเสียหายของประเทศอย่างใหญ่หลวง ทั้งชีวิต ทรัพย์สิน ตลอดจนภาพลักษณ์ของประเทศ ดังนั้นในฐานะองค์กรภาคสังคมที่รู้สึกห่วงใยบ้านเมืองขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ ดำเนินการเพื่อรักษาประเทศ ดังนี้

 1. การชุมนุมของ ฝ่าย นปช. ได้ก้าวเลยขอบเขตการชุมนุมโดยสงบ มีการตั้งป้อมค่าย สะสมอาวุธ พร้อมจะก่อเหตุรุนแรง จัดกองกำลัง ด่านตรวจคนสิ่งของราวกับเป็นเจ้าหน้าที่บ้านเมือง เปรียบเสมือนกับการแบ่งแยกประเทศ ตั้งพื้นที่เป็นรัฐอิสระ ขัดกับรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนทั้งใน มาตรา 1 “ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้” และมาตรา 63 “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ”

 2. รัฐบาลมีความชอบธรรม ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 77 “รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย และบูรณภาพแห่งเขตอำนาจรัฐ” ที่จะดำเนินการให้เหตุการณ์ที่ขัดกับรัฐธรรมนูญข้างต้นสิ้นสุดลง อย่างไรก็ตามในการดำเนินการดังกล่าว จะต้องคำนึงถึงประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่อยู่ร่วมในที่ชุมนุม ดังนั้น จึงไม่สมควรใช้วิธีการรุนแรงใดๆ จนกว่าจะสามารถแยกประชาชนออกมาและเหลือแต่แกนนำและสมาชิกที่นิยมความรุนแรงและตั้งใจทำผิดกฎหมายบ้านเมืองเท่านั้น และควรดำเนินการให้เร็วที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายที่รุนแรงต่อบ้านเมืองมากไปกว่านี้

 3. ขอให้ อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร และ แกนนำผู้ชุมนุม คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตของประชาชนในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนที่อยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม และถอยกลับไปสู่สภาพการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ยุติการสร้างความเสียหายเดือดร้อนต่อประชาชนและธุรกิจโดยรวมของประเทศ โดยยุติการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ และขอให้ใช้สถานที่ปิดเป็นที่ชุมนุมแทน การดำเนินการดังกล่าว จะเป็นผลดีต่อทุกฝ่าย เพราะจะเป็นการหลีกเลี่ยงสถานการณ์ความรุนแรงที่พร้อมจะเกิดขึ้นทุกขณะ และจะได้รับเสียงปรบมือจากประชาชน

 4. ขอให้ประชาชนที่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว แสดงออกและมีส่วนร่วมในการส่งข่าวสารถึงผู้ชุมนุมทุกวิถีทางที่สามารถทำได้ เช่นการโทรศัพท์เข้าไปหาญาติพี่น้อง การเข้าร่วมการแสดงออกตามแนวทางสันติ และการส่งความคิดเห็นและจุดยืนของตนเองต่อทุกช่องทางที่สามารถสื่อสารต่อสังคม ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะความรุนแรงรอบใหม่ที่จะเกิดขึ้น สำหรับการชุมนุมของประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับการยุบสภา และต่อต้านการใช้ความรุนแรง ขอให้ดำเนินการด้วยความระมัดระวัง เป็นไปโดยสันติ อดทน อดกลั้น และต้องไม่เป็นฝ่ายใช้ความรุนแรงเสียเอง

 5. ในกรณีที่ฝ่ายผู้ชุมนุมหรือฝ่ายรัฐบาล หรือ กลุ่มผู้ชุมนุมใดๆ ยังไม่ดำเนินการใดๆที่นำไปสู่ความสงบสุขของสังคมและยังมีเจตนานำไปสู่ความรุนแรง ขอให้ประชาชน ข้าราชการ นักธุรกิจและทุกภาคส่วนของสังคม แสดงพฤติกรรมการลงโทษทางสังคมแก่กลุ่มดังกล่าว เช่น การไม่คบค้าสมาคม การไม่ซื้อของขายของ การประกาศไม่เลือกพรรคการเมืองที่ส่งเสริมความรุนแรงและไม่ปรารถนาดีต่อประเทศ ซึ่งประชาชนทุกคนสามารถให้ความร่วมมือในการดำเนินการมาตรการการลงโทษทางสังคมได้ในขั้นต่อไป ทั้งนี้เพื่อเป็นการยกระดับส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงกลุ่มดังกล่าวเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และพร้อมจะยกเลิกมาตรการลงโทษทางสังคม กรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น