ข่าว

สัมผัสความอัศจรรย์ของหินตามธรรมชาติตำนานควรจดจำ วันฟ้าเปิด...เกาะหินงาม

สัมผัสความอัศจรรย์ของหินตามธรรมชาติตำนานควรจดจำ วันฟ้าเปิด...เกาะหินงาม

23 เม.ย. 2553

คลื่นลมกวนน้ำทะเล จนน้ำขุ่นไปทั้งย่านอันดามันใต้ โดยเฉพาะที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะตะรุเตา จ.สตูล จนน้ำทะเลมีสภาพไม่ต่างกับน้ำสุกี้ กระโดดลงดำน้ำแต่ละครั้งแม้แต่สัตว์ตัวเล็กตัวน้อยก็แทบจะหาไม่เจอ การแวะขึ้นเกาะเพื่อยืดเส้นยืดสายน่าจะเป็นทางออกที่ดี เกาะหิ

 เกือบ 20 ปีแล้วที่ไม่ได้มาเหยียบเกาะหินงาม เกาะเล็กๆ แต่ต่างจากเกาะที่เคยเห็นอยู่ทั่วไป เพราะเกาะนี้แทนที่จะเป็นหาดทรายขาวเหมือนที่อื่นๆ หาดทางด้านหน้าจะเป็นแหลมยื่นไปในทะเล มีแต่หินก้อนกลมสีเทาดำขนาดไล่เลี่ยกันเรียงรายบนชายหาด

 เมื่อยามที่หินโดนน้ำซัดและต้องแสงแดด หินก็จะเป็นเงาแวววาว และปรากฏลวดลายเป็นชั้นๆ แตกต่างกันไปในหินแต่ละก้อน แต่ยังคงสวยงามเช่นดังเดิม

 นั่งอ่านอดีตที่ผ่านมาของคุกตะรุเตาผ่านหนังสือชื่อ ฝันร้ายของข้าพเจ้า บันทึกประวัติศาสตร์ที่แต่งโดย พระยาศราภัยพิพัฒ (เลื่อน ศราภัยวานิช) หนึ่งในผู้ที่สามารถหลบหนีออกจากคุกแห่งนี้ได้ เกาะตะรุเตาเคยถูกใช้เป็นสถานที่กักขังผู้ที่มีความคิดตรงกันข้ามกับรัฐบาล จนเข้าสู่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ความข้นแค้นในสมัยสงครามจึงทำให้ที่นี่กลายเป็นดินแดนของโจรสลัด

 มีป้ายเตือนเกี่ยวกับคำสาปของเจ้าพ่อตะรุเตามีข้อความว่า "ผู้ใดบังอาจเก็บหินงามจากเกาะนี้ไป ผู้นั้นจะถึงซึ่งความหายนะ นานานับประการ" ทำให้ผู้ที่คิดจะเก็บก้อนหินกลับติดตัวไปด้วยต้องคิดหนัก ทำให้หินยังคงอยู่ที่นี่ มีตัวอย่างการส่งหินจากหลากหลายที่ ทั้งนอกและในประเทศกลับมายังที่ทำการอุทยานฯ ให้เห็นเป็นตัวอย่าง ช่วยยืนยันคำสาปว่ามีอยู่จริง

 นอกจากนี้มีความเชื่อที่บอกต่อกันว่า ถ้าสามารถเรียงก้อนหินได้ 12 ชั้นแล้วอธิษฐานขอพร พรใดก็ตามจะได้สมปรารถนา

 ช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการท่องเที่ยวหาดนี้ คือระหว่างเดือนธันวาคมถึงเดือนเมษายนของทุกปี โดยลงเรือโดยสารไปเกาะหลีเป๊ะ จากนั้นให้เช่าเหมาเรือหางยาวจากเกาะหลีเป๊ะไปเที่ยวชมเกาะหินงาม

  เรือโดยสารไปเกาะหลีเป๊ะมีให้บริการทุกวัน ขึ้นได้ที่ท่าเรือปากบารา ใช้เวลาเดินทางจากฝั่งประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง เกาะหลีเป๊ะเป็นชุมชนของนักท่องเที่ยว มีที่พักให้เลือกมากมายและร้านค้าหลากหลายให้บริการนักท่องเที่ยว

 ถึงแม้ว่าการแวะขึ้นเกาะจะเป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็สามารถสัมผัสได้ถึงความอัศจรรย์ของก้อนหินตามธรรมชาติที่ถูกพัดพามากองรวมกันที่นี่เพียงจุดเดียว การท่องเที่ยวอย่างอนุรักษ์คือไม่ควรนำอะไรกลับไปนอกจากการบันทึกสิ่งดีๆ ความทรงจำที่งดงามในสถานที่นั้นๆ
 
 ถึงแม้ว่าไม่มีคำสาปเกี่ยวกับการนำหินออกนอกเกาะ เราก็ไม่ควรนำติดตัวกลับมาอยู่ดี เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นต่อไปได้พบเจอสิ่งดีๆ ด้วยตัวเขาเองแทนที่จะรับรู้ความสวยงามได้แค่เพียงรู้สึกผ่านรูปถ่ายเท่านั้น

"กิตตินันท์ รอดสุพรรณ"
[email protected]