
พ่อใหญ่จิ๋วเดินเกมนี้เพื่ออะไร..
เป็นการขยับท่าทีล่าสุดของ พ่อใหญ่จิ๋ว" พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย ด้วยการยื่นหนังสือถึง สำนักราชเลขาธิการ เพื่อขอพระบรมราชานุญาตเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อกราบบังคมทูลรายงานสถานการณ์บ้านเมือง โดยเฉพาะแนวทางการแก้ไขป
ท่าทีที่ “พ่อใหญ่จิ๋ว” ขยับครั้งนี้ ถูกกระแสสังคมตีกลับ พร้อมกับตำหนิถึงความ “มิบังควร” เพราะการกระทำดังกล่าวทำให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท ทั้งๆ ที่รู้กันอยู่ว่าพระองค์ท่านทรงอยู่เหนือการเมือง ดังนั้นการแก้ไขสถานการณ์บ้านเมืองที่เกิดจากสภาวะการเมืองเกิด “ช่องโหว่” ก็จะต้องแก้ไขกันเอง
การทำหนังสือถึง “สำนักราชเลขาธิการ” ครั้งนี้ของ “พ่อใหญ่จิ๋ว” ถือเป็นครั้งแรกและเป็นครั้งเดียวในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่มีผู้กระทำในลักษณะดังกล่าว เพราะคนที่จะขอเข้าเฝ้าฯ จะต้องมีเหตุที่ “จำเป็น” ไม่ใช่หัวหน้าพรรคการเมืองที่เกิดรอยด่างในยามนี้
ถ้า “พ่อใหญ๋จิ๋ว” ไม่มีอะไรใน “กอไผ่” ไม่ได้ จิ๊จ๊ะ กับพรรคเพื่อไทย และไม่มีอะไรกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี สังคมก็จะไม่เกิดเคลือบแคลงใจเท่าใดนัก เพราะ “พ่อใหญ่จิ๋ว” เคยเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี และ อดีต ผบ.เหล่าทัพ แต่ตอนนี้ดัน “สวามิภักดิ์” กับนักโทษการเมืองอันดับหนึ่งของประเทศที่หนีคุกอยู่ต่างแดน
การเดินเกมของ “พ่อใหญ่จิ๋ว” ในครั้งนี้ จึงสื่อให้เห็นว่าเป็นอีกหมากหนึ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องการใช้ช่องทางนี้เพื่อแก้เกมรัฐบาลของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เพราะลำพังการเคลื่อนไหวของแกนนำ 3 เกลอ “วีระ มุสิกพงศ์ - จตุพร พรหมพันธุ์ - ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ" ดูจะเข้าใกล้ทางตันเข้าทุกขณะ
แม้จะยังหาอะไร หรือใครมายืนยันไม่ได้ แต่เมื่อวิเคราะห์สถานการณ์และความเป็นไปทั้งหมดแล้ว กองทัพที่ผลัดกันหรือบางทีก็สนธิกำลังกันถล่มรัฐบาลอภิสิทธิ์นั้นมี 3 กลุ่มด้วยกัน
1.ฝ่ายการเมือง
2.ฝ่ายกลุ่มคนเสื้อแดง
3.ฝ่ายกองกำลังติดอาวุธ
สองกลุ่มแรก อาจเถียงคอเป็นเอ็นว่าไม่เกี่ยวข้องกัน ก็อาจเป็นอย่างที่เถียงก็ได้ แต่อย่างที่บอก เมื่อวิเคราะห์ออกมาแล้วว่า อาการซวนเซของรัฐบาลก่อนหน้านี้ ก็ล้วนแต่ถูกสามกลุ่มที่ว่านั้น กระแทกกระทั้น
แต่ก็อย่างว่าแหละ ถ้าทรุดลงง่ายๆ มันก็เสียยี่ห้อ ประชาธิปัตย์
พอรัฐบาลไม่พัง “พ่อใหญ่จิ๋ว” ก็เลยควงแขนน้องเขยทักษิณ ชินวัตร อย่าง สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ช่วงผลักอีกแรงหนึ่ง
แต่ดูจะผิดคิวก็ตรงที่ "พ่อใหญ่จิ๋ว" ใจร้อนไปหน่อย ชิงทำหนังสือถึงสำนักราชเลขาธิการ แล้วก็แถลงเป็นตุเป็นตะว่า อีกไม่กี่วันนี้ จะเกิดเหตุนองเลือด
เห็นว่าส่งหนังสือไปตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน ซึ่งก็น่าจะอยู่ที่ตรงนั้น เพราะปกติทั่วไปเหตุอย่างนี้ มีแค่ นายกรัฐมนตรี หรือประธานสภาผู้แทนราษฎร เท่านั้น ถึงจะได้เฝ้าฯ
แต่นี่ “พ่อใหญ่จิ๋ว” เป็นเพียงแค่ประธานที่ปรึกษาพรรค ไม่ได้มีตำแหน่งอะไรทางการเมือง แม้ว่าอดีตจะเคยเป็นนายกรัฐมนตรีมาก่อนก็ตามเถอะ
ทั้งนี้ก็จะต้องดูเรื่องความเหมาะสมเป็นสำคัญ เพราะหากการดำเนินการไม่มี “มาตรฐาน” เมื่อสถานการณ์บ้านเมืองแก้ไขกันไม่ได้ ต่อไปก็จะพากันไปรบกวนเบื้องพระยุคลบาทไม่สิ้นสุด
ตอนที่นักข่าวถาม "พ่อใหญ่จิ๋ว" ก็ยอมรับกลายๆ ไม่ใช่เหรอว่า "เมื่อไหร่ลูกจะโตเสียที"
จะว่าไป "พ่อใหญ่จิ๋ว" เพิ่งจะโผล่ขึ้นเวทีเสื้อแดงเมื่อไม่นาน ในช่วงที่ม็อบเสื้อแดงกำลังฮึกเหิม เหมือนว่าจะได้รับชัยชนะ
"พ่อใหญ่จิ๋ว" ไปลูบหลังลูบไหล่ วีระ มุสิกพงศ์ พร้อมกับชมเปาะว่า "นายแน่มาก" ...ซึ่งเป็นที่เข้าใจว่า นั่นคือคำชมภายหลังงานสำเร็จ
ส่วนวีระ ก็ยืนกุมมือ ยิ้มแก้มแทบแตกอยู่ข้างๆ (ซึ่งก็เข้าใจว่าน่าจะชนะไปแล้วเหมือนกัน)
แต่สถานการณ์วันนั้นไม่ใช่วันนี้
การออกมาเคลื่อนไหวสูงสุดของ พ่อใหญ่จิ๋ว ครั้งนี้ น่าจะได้คิดแต่แรกแล้วว่า ได้ก้อนอิฐมากกว่าดอกไม้แน่ๆ ...ถามว่า "พ่อใหญ่จิ๋ว" ออกมาทำไม?
ใช่ประเมินแล้วหรือไม่ว่า แดงค่อยๆ ละลาย และกำลังทหารที่กลับมาผนึกแน่นกับรัฐบาลภายหลังเหตุการณ์ 10 เมษายน ซึ่งจะนำไปสู่การสลายการชุมนุม และปิดฉากการชุมนุม ด้วยการจับกุมคุมขังแกนนำเสื้อแดงตามแต่คดีความที่แต่ละคนก่อเอาไว้
หากเคลื่อนไหวครั้งนี้ของ "พ่อใหญ่จิ๋ว" ออกมาเหมือนกับคนที่ปลงตกว่า "ไม่มีอะไรจะเสีย" ก็อาจเล็งเห็นผล 2 ประการ
ถ้าได้เข้าเฝ้าฯ พ่อใหญ่ก็จะกลายเป็นคนที่มีต้นทุนทรงคุณค่าขึ้นมาในทันทีทันใด สามารถ "เด็ดยอด" ต้นไม้ที่บรรดา 3 เกลอฟูมฟักให้เติบใหญ่ได้อย่างหล่อเหลา
แต่ถ้าหากไม่สำเร็จ ก็อย่างที่บอกไว้แล้วว่า ก็ไม่มีอะไรจะเสียอีกแล้ว !
ทีมข่าวความมั่นคง



