
เรือนชานบ้านเมือง-ฤๅได้ฤกษ์ได้ยาม พาราไดม์ชิพ (1)
จากการที่ผมได้ติดตามสถานการณ์ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองมาตลอดระยะหลายเดือนที่ผ่านมา จนกระทั่งเกิดโศกนาฏกรรมการนองเลือดระหว่างคนไทยกันเอง ทำให้ดวงตาผมเห็นธรรมมากขึ้น และกลับเห็นว่าผู้คนในทุกภาคส่วนของสังคมไทย ไม่ว่าจะเรียกตัวเองว่า ไพร่ หรือ อำม
แต่เหรียญมีสองด้านเสมอ จริงอยู่ “ผลพิษ” ที่กำลังเกิดขึ้นอาจทำให้ผู้คนในสังคมต่างเจ็บปวด แต่อย่างน้อยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สะท้อนให้เห็นว่า แท้จริงแล้วประเทศของเราตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ไม่ปกติสุขมายาวนาน อีกทั้งคนส่วนใหญ่ของประเทศที่ยังยากจนด้อยโอกาสและเผชิญกับความอยุติธรรม ต่างก็กำลังทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสกันอยู่ ในขณะที่คนบางกลุ่มเพียงหยิบมือที่อยู่บนยอดสุดของพีระมิดกำลังหลงคิดไปว่าตัวเองอยู่ในโซนที่ปลอดภัย (แต่แท้จริงแล้วไม่ปลอดภัยเลยครับ)
สังคมไทยเป็นสังคมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว (ที่ผมมักจะพูดเสมอว่าเป็นสังคมที่มีลักษณะแนวคิดที่ “ไม่เป็นไร” และอยู่กันอย่าง “ไร้ระเบียบ”) คนไทยส่วนใหญ่จะไม่มีวัฒนธรรมที่จะออกมาพูด หรือแสดงออกถึงความรู้สึกคับแค้นที่อัดแน่นในใจ อีกทั้งยังมีความอดทนอดกลั้นไปจนถึงที่สุดก่อน ดังนั้นสังคมไทยจึงเป็นสังคมที่คุ้นชินกับการอยู่ร่วมกับความทุกข์ ทนกับทุกข์ จนกระทั่งเหลืออดเหลือทนกับทุกข์แล้ว จึงจะเริ่มแสดงอาการออกมาและพร้อมที่จะเลือกข้าง (แบบไร้เหตุผล) ตามอารมณ์และความรู้สึกที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ดังนั้น การพัฒนาการทางสังคมในลักษณะนี้เป็นผลให้จำนวนพลพรรคเสื้อแดงที่ดูจะแผ่วแต่ก็ไม่แผ่วลงจริงสักที เพราะเสื้อแดงได้ประกาศตัวว่าตัวเอง คือตัวแทนของคนไทยที่กำลังยากจนทนทุกข์และเป็นตัวแทนของผู้ที่กำลังได้รับความอยุติธรรมในสังคม ดังนั้น ถ้าเราไม่เข้าใจประเด็นสำคัญนี้ก็จะประเมินทุกอย่างผิดพลาดหมดครับ
จากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น คงต้องยอมรับกันเสียทีว่า สังคมไทยเป็นสังคมแห่งความทุกข์และความอยุติธรรม ที่เต็มไปด้วยแผลเน่าพุพอง เป็นฝีหนอง เรื้อรัง ที่ถูกซ่อนเร้นภายใต้ร่มผ้า ที่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยพยายามปกปิดเอาไว้กันมานาน โดยทำทีเป็นว่าสังคมไทยเป็นสังคมปกติสุข (แต่แท้จริงแล้วไม่ใช่เลยครับ) ดังนั้น เมื่อสังคมไทยเป็นสังคมที่มีแผลเน่าพุพองเป็นหนองเรื้อรัง พอมีใครเอาทิงเจอร์มาราดแผลก็เกิดอาการปวดแสบปวดร้อนขึ้นมาโดยพลัน ดังนั้น สาระสำคัญต่อจากนี้อยู่ที่ว่าสังคมไทยจะเลือกวิธีที่จะรักษาแผลเน่าเรื้อรังกันมายาวนานหลายทศวรรษนี้กันอย่างไร
จะว่าไปแล้วการชุมนุมของพลพรรคเสื้อแดง เปรียบเสมือนกับการที่ได้มีโอกาสพาคนไข้ที่กำลังทนทุกข์ทรมานกับโรคร้ายเรื้อรังนี้ไปหาหมอ เพื่อให้หมอได้ทำการวินิจฉัยถึงสาเหตุที่แท้จริงของโรคร้ายเรื้อรังที่กัดกินสังคมอยู่และหาทางเยียวยาแก้ไข เช่น ความอยุติธรรมและเหลื่อมล้ำในสังคม ความยากจนและด้อยโอกาส รวมถึงความไม่เป็นธรรมของเจ้าพนักงานรัฐที่เลือกปฏิบัติ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ผมถือว่าล้วนแต่เป็นแผลเน่าพุพองเป็นหนองเรื้อรังที่ต้องรีบดำเนินการหาหนทางที่จะเยียวยารักษาโดยเร่งด่วนก่อนที่จะสายเกินแก้ครับ
อีกทั้งคงต้องยอมรับกันนะครับว่า ในสังคมไทยนั้นมีความแตกต่างและมีช่องว่างระหว่างชนชั้น ยิ่งนานวันหากช่องว่างได้ขยายตัวกว้างขึ้น ก็ยิ่งทำให้สังคมตกอยู่ในสภาวะล่อแหลมและอันตรายมากยิ่งขึ้น ถือได้ว่าเป็นแผลเน่าพุพองเป็นหนองเรื้อรังที่รุนแรงอีกประการหนึ่งครับ ในสภาวะความจริงแห่งธรรมชาติ ความแตกต่าง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเหลื่อมล้ำและไม่เป็นธรรมในสังคม) ก่อให้เกิด “พลวัตของการขับเคลื่อนตัว” เสมอ ที่ผมมักจะเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “พาราไดม์ชิพ” ซึ่งหากเปิดใจให้กว้างก็เป็นเรื่องปกติที่สุดของกฎแห่งการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ
ดังนั้น น่าจะ ได้ฤกษ์ยาม “พาราไดม์ชิพ” กันแล้วครับ สังคมไทยได้เกิดพลวัตของการเริ่มขยับขับเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอีกก้าวหนึ่งของ “ประชาธิปไตยแบบไทย” ที่ได้มีการพัฒนาขึ้นอีกระดับหนึ่ง ทุกวันนี้ประเด็น “ทักษิณหรือไม่ทักษิณ” กลับกลายเป็นประเด็นรองไปเสียแล้วครับ



