
การเจรจา?
ในช่วงวันหยุดสงกรานต์ที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสตั้งวงสนทนากับเพื่อนนักธุรกิจ 2-3 คน และแน่นอนว่าในระยะนี้คงไม่มีวงสนทนาไหนที่จะไม่คุยเรื่องเหตุการณ์บ้านเมืองที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะต่างคนต่างอึดอัดอยากให้หลุดพ้นจากภาวะนี้ไปโดยดี
อย่างไรก็ตาม วงสนทนาของเราไม่ได้โฟกัสไปที่การสูญเสียทางเศรษฐกิจเนื่องจากหลายคนพูดกันมากแล้วจนเกิดการสับสน แต่เราได้คุยกันถึงทางออกในแง่มุมของนักธุรกิจด้วยมีข้อเสนอจากคนหลายกลุ่มหลายพวกว่าต้องแก้ปัญหาขัดแย้งครั้งนี้ด้วย "การเจรจา"
บังเอิญหลายคนในกลุ่มที่ตั้งวงคุยกันนี้เป็นผู้ชำนาญ "เทคนิคในการเจรจา" เราจึงพากันตั้งคำถามกันเองว่า เทคนิคการเจรจาทางธุรกิจนั้นจะนำมาใช้กับปัญหาการเมืองที่เรากำลังประสบกันได้หรือไม่และอย่างไร
เทคนิคในการเจรจาทางธุรกิจข้อแรกก็คือเราจะต้องรู้ถึงเป้าหมายที่ต้องการให้บรรลุผลในการเจรจา ลองดูย้อนหลังปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้นภายหลังการเจรจาระหว่างนายกฯ อภิสิทธิ์และคณะกับฝ่ายแกนนำของคนเสื้อแดงอันมีคุณวีระ เป็นหัวหน้าทีมนั้นดูเหมือนว่าจะสรุปเป้าหมายของแต่ละฝ่ายไว้ได้ว่าทางฝ่ายผู้ชุมนุมต้องการให้ยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ภายใน 15 วัน ส่วนทางรัฐบาลก็ตอบว่า จะยุบสภาภายใน 9 เดือน ก็ดูเหมือนว่าเป้าหมายของ 2 ฝ่ายนั้นอย่างน้อยก็ตรงกันอยู่ข้อหนึ่งคือจะยุบสภาแต่เงื่อนเวลานั้นต่างกัน
อย่างไรก็ตาม ปัญหาทางการเมืองนั้นมีหลายมิติแตกต่างกับปัญหาทางการค้า ฉะนั้นสิ่งที่ได้ยินและได้เห็นการกระทำของแต่ละฝ่ายอาจจะเป็นเพียงภาพลวงตา
เทคนิคของการเจรจาทางธุรกิจที่หวังผลจะให้ 2 ฝ่ายตกลงกันได้ที่สำคัญมากคือคู่เจรจาต้องช่วยกันคิดถึงสถานการณ์ต่างๆ ว่าอะไรจะเป็นเรื่องที่ต่างคนต่างได้ หรือเรียกกันว่า "วิน วิน"
ปัญหาการเมืองปัจจุบันนั้นวงสนทนาเรายังคิดไม่ออกว่าอะไรจะเป็น "วิน วิน"
ในการเจรจาทางธุรกิจต่อปัญหาที่สำคัญสำหรับคู่เจรจาที่ยังไม่ค่อยรู้จักกันนั้นบางครั้งเราต้องใช้ "ผู้ประสานงาน" คือล็อบบี้ทั้งสองฝ่าย
ในทางการเมืองเราได้เห็นความพยายามในแนวนี้ที่จะหา "คนกลาง" หรือผู้ประสานงานที่ปรากฏผ่านทางสื่อคือ "ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชน" ได้นำกระเช้าดอกไม้ไปเยี่ยมคนนั้นคนนี้พร้อมด้วยถ้อยคำตะกุกตะกักจนหลายคนนินทาว่าอาจจะเป็นตัวหลอกคนที่ประสานงานการเจรจาระหว่างรัฐบาลกับผู้ชุมนุมเป็นทางลัดน่าจะมีมากกว่านี้ หรือไม่มีเลยจนเกิดเหตุนองเลือดเมื่อวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมานี้ เรื่องนี้วงสนทนาเราขาดข้อมูลขืนวิจารณ์ก็จะเลอะเทอะกันไปใหญ่
กลยุทธ์ที่ใช้ในการเจรจาทางธุรกิจอีกเรื่องหนึ่ง คือการพยายามสร้างอำนาจการต่อรองให้แก่ตนเองและตัดลดทอนอำนาจการต่อรองของคู่เจรจาให้น้อยลง เมื่อได้เฝ้าดูพฤติการณ์ที่รัฐบาลได้กระทำหลังการเจรจารอบ 2 แล้วอันได้แก่การเข้าขอคืนพื้นที่ที่บริเวณผ่านฟ้าฯ จนเกิดโศกนาฏกรรมขึ้น และการจับแกนนำที่ไร้ผลนั้นเป็นการจงใจลดอำนาจการต่อรองของฝ่ายผู้ชุมนุมลงหรือไม่ ยากที่จะให้ความคิดเห็น
นอกจากนี้การที่เกิดกลุ่มผู้ชุมนุมทั้งกลุ่มเล็กกลุ่มใหญ่ขึ้นมามากมายเพื่อบีบคั้นรัฐบาลให้ดำเนินการตามที่แต่ละกลุ่มเห็นชอบนั้นก็มองไม่ออกว่าจะเป็นการสนับสนุนเพิ่มอำนาจต่อรองให้ฝ่ายรัฐบาลหรือบั่นทอนอำนาจการต่อรองรัฐบาลลง วงสนทนาของผมก็เลยสรุปเอาดื้อๆ ว่าเทคนิคในการเจรจาทางธุรกิจนั้นหรือเทคนิคในการเจรจาใดๆ คงนำมาใช้ในสถานการณ์ปัจจุบันไม่ได้เสียแล้ว
ถึงวันที่ท่านอ่านบทความนี้อาจจะทราบแล้วว่าจะออกหัวออกก้อยอย่างไร
นายหนูใหญ่



