
วิปริต
สองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันทำเอาผมสับสนงุนงงอยู่พักใหญ่
หนึ่ง คือ นายตำรวจใหญ่ของนครบาลอย่างน้อย 2 คน ถูกกลุ่มคนเสื้อแดงหลู่เกียรติจนดูเป็นเด็กอมมือไปเลย
หนึ่ง คือ พ.ต.อ.พชร บุญสิทธิ์ รอง ผบก.น.4 ถูกผู้ชุมนุมใช้มือกุมหัวเล่น
อ้างว่าป้องกันความปลอดภัย ขณะคุมตัวหรือเชิญตัวตามที่คนเสื้อแดงเลือกใช้คำ ให้พาไปส่ง 4 แกนนำที่แยกราชประสงค์ ภายหลังปฏิบัติการจู่โจมจับล้มเหลวไม่เป็นท่าที่ รร.เอสซี ปาร์ค
อีกหนึ่ง คือ พล.ต.ต.สุเมธ เรืองสวัสดิ์ รอง ผบช.น.ที่ถูกปิดล้อมในเหตุการณ์เดียวกัน จนหัวกระเซอะกระเซิง เสื้อผ้าหลุดลุ่ย สายตาละหดละเหี่ยใจ
ทั้งสองคนหมดสภาพนายตำรวจใหญ่ เหมือนไม่ใช่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ไม่ใช่ผู้รักษากฎหมายบ้านเมือง
อีกเหตุการณ์ คือ กลุ่มแดงต่างจังหวัดปิดถนนตรวจค้นรถที่สัญจรผ่านไปมาทำเหมือนกับเป็นเจ้าพนักงานเสียเอง
ที่น่านปิดถนนไม่ให้ตำรวจปราบจลาจลส่งกำลังลงมาสนับสนุนภารกิจที่กรุงเทพฯ
ที่ขอนแก่นหนักกว่า ปิดถนนตรวจค้นรถทุกคัน พบทหาร-ตำรวจที่กลับบ้านสงกรานต์จะเข้ากรมกอง ถูกกักตัวไม่ให้ไปต่อกว่า 40 นาย
มีการปล่อยลมยางรถ ข่มขู่ กว่าจะเคลียร์กันรู้เรื่องหมดไปครึ่งค่อนวัน
ทั้งสองเหตุการณ์สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในการรักษากฎหมายของเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างเด่นชัด
ตำรวจไม่ทำหน้าที่ ส่วนผู้ชุมนุมก็ละเมิดกฎหมาย เพราะการตรวจค้นรถนั้น แม้แต่เจ้าพนักงานหน้าที่ให้อำนาจไว้ก็ยังทำตามอำเภอใจไม่ได้
เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง
ท่ามกลางความขัดแย้ง และการละเมิดกฎหมายเป็นว่าเล่นในขณะนี้ ตำรวจต้องรักษาบรรทัดฐานเอาไว้
การที่ พล.ต.ต.อรรถกฤษณ์ ธารีฉัตร รอง ผบช.ภ.4 อ้างว่าไม่ต้องการดำเนินคดีกับผู้ชุมนุม เพราะอยากรักษาสถานการณ์ไม่ให้เกิดความรุนแรง ฟังดูชอบกล
ในฐานะผู้รักษากฎหมายตำรวจต้องสร้างมาตรฐานให้แก่สังคม
สิ่งไหนผิดก็ต้องว่ากันไปตามผิด แม้การอะลุ้มอล่วยจะเป็นอีกหนทางหนึ่ง แต่กรณีนี้พฤติกรรมของผู้ชุมนุมก้าวข้ามขั้นตอนนั้นไปแล้ว
เพราะเอาเข้าจริงแล้วการละเว้นไม่ดำเนินคดีในครั้งนี้ อาจจะเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้ขึ้นอีก และลุกลามขยายวงไปเรื่อยๆ
แล้วอย่างนี้จะไม่ให้มองว่าบ้านเมืองวิปริตไปแล้วได้อย่างไร
ตำรวจ-ทหารถูกค้นถูกจับกักตัว ส่วนพลเรือนละเมิดกฎหมาย ทำตัวเป็นเจ้าพนักงานบ้านเมือง
นี่ไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่เป็นการลุแก่อำนาจครับ ?!!
มัธยัสถ์ อินมา
[email protected]



