
128ปีศาลยุติธรรมโฆษกยันไม่สองมาตรฐาน
128 ปีศาลยุติธรรม จัดสัมมนา ศาลยุติธรรม ความคาดหวังสังคมไทย ผู้พิพากษา - อัยการสูงสุด นายกสภาทนายความ นักวิชาการ ร่วมถก โฆษกศาล ออกตัวไม่มี 2 มาตรฐาน ลั่น มุ่งตัดสินตคดียึดหลักนิติธรรม ยุติธรรม อสส. ครวญ ศาล-อัยการ อยู่ท่ามกลางความขัดแย้ง
(21เม.ย.) ที่ห้องประชุมชั้น 7 สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 21 เม.ย.53 เวลา 13.30 น. สำนักงานศาลยุติธรรม จัดสัมมนาวิชาการเรื่อง “ ศาลยุติธรรม ความคาดหวังของสังคมไทย” วาระครบรอบสถาปนาศาลยุติธรรม 128 ปี วันที่ 21 เม.ย.นี้ โดยมีนายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด นายสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ประจำสำนักประธานศาลฎีกา นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความ นายกิตติศักดิ์ ปรกติ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายศักดา ธนิตกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมเป็นวิทยากร
โดยนายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด กล่าวว่า อัยการหวังในศาลยุติธรรม 2 ประการ คือ ความเที่ยงธรรม และความเป็นกลาง ซึ่งความเที่ยงธรรม ก็คือความยุติธรรมที่ต้องใช้กฎหมายให้เป็นธรรมกับสังคม ทุกวันนี้ประชาชนมี 2 ฝ่าย ถ้าทำให้เขาไม่เข้าใจ เมื่อเราตัดสินข้างหนึ่งชนะ เขาก็หาว่าเราเข้าอีกข้างประชาชนก็ไม่เข้าใจเรา อีกเรื่องคือคดีไอพีสตาร์ ภาษีสรรพสามิต การปล่อยกู้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงค์) ประชาชนก็ไม่เข้าใจ
“ทุกวันนี้ตัวผมเองอยู่ในจุดที่ต้องใช้ความเที่ยงธรรมและความเป็นกลางเหมือนกันและรู้สึกว่าคนที่มีคดีจะมี 2 ฝ่ายเสมอ ถ้าท่านเที่ยงธรรม ก็จะยุติธรรม ธรรมก็จะทำให้ยุติ ซึ่งจะต้องมีความเป็นกลางเสริมเข้าไปด้วย เมื่อทุกคนรู้ว่าศาลมีเกณฑ์ตัดสินเหมือนกันหมดประชาชนอยู่ได้ สังคมอยู่ได้ ” อัยการสูงสุดระบุ
นายสิทธิศักดิ์ วนะชกิจ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ประจำสำนักประธานศาลฎีกา และโฆษกสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวว่า ผู้พิพากษาอยู่ในสถานะที่ถูกคาดหวัง ที่ผ่านมาเราถูกกล่าวหาว่า 2 มาตรฐานมาตลอด และเพียงเพราะว่าเราไปตัดสินคดีที่มีผลกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดก็จะถูกฝ่ายที่เสียผลประโยชน์ประณาม แต่ถ้าเราตัดสินให้เป็นประโยชน์กับฝ่ายนั้นๆ เราก็จะได้รับคำชมว่ามีความยุติธรรม ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วเราใช้หลักแห่งความยุติธรรมในการทำงานมาโดยตลอด ซึ่งเป็นธรรมดาที่ผลแห่งคดีจะไม่เป็นที่ถูกใจ หรือถูกใจสำหรับใคร ๆ บ้าง แต่เรายืนยันในการทำสิ่งที่ถูกต้อง
“ขณะนี้ศาลพยายามก้าวไกล มุ่งเสริมบทบาทศาลไทยให้เป็นที่ประจักษ์สากล ตามวิสัยทัศน์ของศาลยุติธรรม และขอยืนยันว่า จะใช้หลักนิติธรรม ยุติธรรม ในการทำงาน ” นายสิทธิศักดิ์ โฆษกศาลยุติธรรมกล่าว
ขณะที่นายศักดา ธนิตกุล คณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า อยากให้มองความคาดหวังในมุมของนักธุรกิจ และผู้ประกอบธุรกิจ กับความคาดหวังของศาลด้วย เพราะอดีตที่ผ่านมาเคยมีคดีความที่ฟ้องร้องกันใหญ่โต มีวงเงินถึง 7 พันล้านบาท ซึ่งเป็นธุรกิจอาหารจานด่วนกับกลุ่มบริษัทในไทยและบริษัทใหญ่ในอเมริกา คือ กลุ่มไมเนอร์ และพิซซ่า ฮัท โดยคดีดังกล่าวได้เขียนลงท้ายในสัญญาว่าหากเกิดการฟ้องร้องต้องไปขึ้นศาลที่สหรัฐฯ ทั้งหมด ทุกสาขา จุดนี้ทำให้เกิดความรู้สึกว่าที่เขาไม่อยากขึ้นศาลไทย เป็นเพราะเขาไม่เชื่อมั่นในความยุติธรรมในไทยหรือไม่ ดังนั้นเราจะทำอย่างไรให้ระบบศาลยุติธรรมไทยเป็นที่ยอมรับสำหรับนักธุรกิจทั้งคนไทยและต่างชาติ
“ผมก็อยากเสนอแนวทางคือ การใช้หรือตีความกฎหมายของผู้พิพากษา จะต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ จะตีความกฎหมายเอกชนอย่างไรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และคำนึงถึงคุณค่าทางสังคม ควบคู่กันไป” นายศักดา คณบดีคณะนิติศาสตร์ กล่าว
นายกิตติศักดิ์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวถึงพระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 1 ก.พ.53 ซึ่งกล่าวถึงศาลว่า “ การที่ท่านต้องปฏิญาณตนว่าจะปฏิบัติหน้าที่ในทางที่ดีที่สุด ให้ปฏิบัติอย่างถูกต้อง...” นั้น ความหมายของคำว่า “ ถูกต้อง” ที่จริงแล้วผู้ที่เรียนกฎหมายอาจจะเชื่อมโยงไปถึงมาตรา 4 ในกระบวนกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ระบุว่าการใช้กฎหมายต้องด้วยกรณีตามตัวบทกฎหมาย
ดังนั้นกฎหมายหากใช้ไม่ต้องด้วยกรณีตามตัวบทกฎหมายมันก็ไม่ถูกต้อง แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่ากฎหมายใดจะต้องด้วยกรณีใด นี่คือปัญหาใหญ่ที่จะต้องตอบให้ได้ เพราะตัวอักษรไม่ได้บอกไว้มีแต่ผู้พิจารณาเท่านั้นที่จะสามารถพิเคราะห์ได้ว่าบทกฎหมายใดต้องด้วยกรณีใด อะไรก็ตามที่เป็นความยุติธรรมมันต้องเชื่อมโยงกับความสงบเรียบร้อย ถ้ายุติธรรมแล้วมันไม่สงบ หรือถูกต้องตามกฎหมายแต่มันไม่สงบ มันก็ไม่ใช่ความยุติธรรมตรงนี้คือหลักใหญ่ของกฎหมายเรา ดังนั้นการตัดสินคดีโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่หลงอยู่กับตัวบทกฎหมายจนทำลายระบบทั้งระบบก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา จริงๆแล้วภารกิจของศาลจะมี 3 เส้าเสมอ คืออะไรก็ตามที่ยุติธรรมมันต้องดี เมื่อดีแล้วมันต้องชัดเจนและแน่นอน แต่แค่ดีและชัดเจนมันยังไม่พอ มันต้องควรแก่เหตุด้วย
นายกิตติศักดิ์ กล่าวอีกว่า บางทีความยุติธรรมที่เคร่งครัดเกินไป ก็อาจเป็นความอยุติธรรม แต่การที่ศาลดีและควรแก่เหตุโดยรับรู้กันเฉพาะแค่ในระดับผู้พิพากษาที่เข้าใจอย่างลึกซึ้งในคำพิพากษา แต่ไม่อาจเป็นที่เข้าใจได้อย่างถ่องแท้แก่สาธารณชนก็ไร้ประโยชน์ เพราะถ้าสาธารณชนเข้าไม่ถึงเหตุผลอันลึกซึ้งของคำพิพากษา เห็นแต่ผลอันจะเป็นผลร้ายหรือผลดีของตัวเอง สังคมไม่สามารถอยู่กันได้แต่จะตกอยู่ใต้ความเห็นต่าง ๆ เหมือนผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเมื่อชนะคดีหรือคำพิพากษาเป็นคุณกับตัวเองก็จะบอกว่าศาลเป็นธรรม แต่ถ้าไม่เป็นคุณกับตัวเองก็จะบอกว่าศาล 2 มาตรฐาน และคำ ๆ นี้มันดังก้องอยู่ในหูคนมากเพียงใด ก็หมายความว่าเหตุผลในคำพิพากษาที่ควรแก่เหตุยังไปไม่ถึงประชาชน
“ เหมือนคำพิพากษานั้น อาจจะเป็นคนดีของอำมาตย์ แต่ยังไม่ดีของไพร่ ดังนั้นถ้าอยากให้ดีทั้งหมดก็ต้องทำให้เป็นที่เข้าใจแก่สาธารณชน ดังนั้นศาลจะต้องสร้างเครือข่ายแห่งความรู้และพัฒนาตนให้ทันโลก ทุกวันนี้มีคำพิพากษาที่ถูกตำหนิจำนวนมากที่อ้างว่าศาลไม่ทันโลกยึดอยู่กับตัวบท คำสอน ที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง” นายกิตติศักดิ์ กล่าว
นายนายเดชอุดม นายกสภาทนายความ กล่าวว่า วันนี้เราต่างก็รู้ดีว่าไม่มีใครอยากไปศาลเนื่องจากไปแล้วเครียดมีแต่ข้อขัดแย้ง ทะเลาะกัน ทั้งๆที่คำว่าศาลยุติธรรมเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนพูดกันอยู่เรื่อยๆ แต่ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ ดังนั้นศาลจะต้องเร่งดำเนินการให้คนอยากมาศาลมากขึ้น ทำให้คนรู้ว่าหากมาศาลเรื่องจะยุติได้เร็วมีความถูกต้องอย่างที่เราคาดหวัง ในการที่จะทำงานกฎหมายก้าวหน้าต่อไปนั้นจงอย่ายึดมั่นในเนื้อความตามตัวบทกฎหมายจนเกินไปนัก คืออย่ายึดถือแต่เพียงตัวบัญญัติ แต่พึงแสวงหาในสิ่งที่พึงประสงค์อย่างแท้จริง การใช้กฎหมายให้ยุติธรรมตรงนี้สำคัญมากเพราะจะมีประโยชน์อะไรหากมีกฎหมายที่ยุติธรรม แต่ผู้พิพากษา หรือทนายความไม่ดี ถ้าภาพรวมเหล่านี้ออกไปสังคมก็รับไม่ได้ ความไว้วางใจก็จะไม่มี ความสง่างามที่มีอยู่ก็จะหมดลง ดังนั้นเราต้องรักษาสิ่งที่ดีเอาไว้ พยายามให้สังคมมองเห็นความดีที่เราทำ และทำความเข้าใจกับประชาชนที่ไม่รู้ให้มากขึ้น เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง
“ ศาลเปรียบเหมือนศูนย์กลางพายุ ซึ่งอาจจะดูเหมือนไม่รุนแรง แต่รอบข้างของพายุจะมีความรุนแรงมากๆ จึงควรที่จะยุติความรุนแรงและความขัดแย้งเหล่านี้ ด้วยเหตุผลและความถูกต้อง โดยอย่านึกแค่เพียงตัวบทกฎหมาย ต้องยึดถือหลักนิติธรรมควบคู่กันไปด้วย ” นายเดชอุดม นายกสภาทนายความ กล่าว



