
ผู้ค้าพัฒน์พงษ์ครวญม็อบเสื้อแดงทำเศรษฐกิจพัง
กรมสวัสดิการคุ้มครองแรงงานเผยเสื้อแดงชุมนุมกระทบธุรกิจ 3,400 แห่ง หวั่นสถานการณ์ยืดเยื้อตกงาน 6.3 หมื่น ผู้ค้าพัฒน์พงษ์ครวญม็อบเสื้อแดงทำเศรษฐกิจพัง ร้องรัฐผ่อนผันภาษี อนุมัติเงินกู้ฉุกเฉินก่อนเจ๊ง ครม.ไฟเขียวเงินช่วยเหลือผู้ประสบเหตุปะทะ 10 เมษา
นางอัมพร นิติสิริ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวถึงการช่วยเหลือลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง บริเวณสี่แยกราชประสงค์ว่า ได้รับรายงานจากสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเขตพื้นที่ปทุมวันว่า ขณะนี้มีสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงโดยเฉพาะในเขตพื้นที่บริเวณถนนราชดำริ ถนนเพลินจิต และถนนพระราม 1 แล้วจำนวน 3,395 แห่ง ลูกจ้างจำนวน 63,601 คน
ขณะที่ข้อมูล ณ วันที่ 20 เมษายน มีโรงแรมที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด 13 แห่ง โดยโรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ ปิดรับลูกค้าใหม่ และโรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ ปิดบริการชั่วคราว ส่วนห้างสรรพสินค้า 5 แห่ง ปิดทำการชั่วคราว 2 แห่งคือ บิ๊กซี และอิเซตัน รวมทั้งธนาคารพาณิชย์ 11 แห่ง 30 สาขา ก็ปิดทำการชั่วคราวเช่นกัน ส่วนที่เหลือจะเปิด-ปิดตามสถานการณ์ และบางแห่งก็ส่งลูกจ้างไปทำงานในสาขาอื่นแทน
นางอัมพรกล่าวว่า ได้แนะนำให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างพนักงานตามปกติ และต้องใช้หลักแรงงานสัมพันธ์แก้ปัญหา ซึ่งนายจ้างก็เข้าใจสถานการณ์ยังคงให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ยังไม่มีการเลิกจ้างแต่อย่างใด ขณะที่ฝ่ายลูกจ้างเองก็ยังไม่มีการร้องเรียนเข้ามาเช่นกัน อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบข้อมูลแบบวันต่อวัน พบว่าผลกระทบยังคงเกิดกับผู้ประกอบการที่ขาดรายได้จากที่มีผู้ใช้บริการลดลงกว่า 80%
“สถานการณ์ขณะนี้อยากให้เปิดโอกาสให้ลูกจ้างใช้สิทธิ์หยุดลาพักผ่อนตามสิทธิ์ตามกฎหมาย ซึ่งสามารถลาได้ถึง 6 วัน หรืออาจจะมากกว่านั้นตามการตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง ในเมื่อกิจการจำเป็นต้องหยุดอยู่แล้ว เพื่อบรรเทาปัญหาของทั้ง 2 ฝ่ายกันไปก่อน” นางอัมพร กล่าวและว่า กรณีที่ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างและไม่ได้รับค่าชดเชย สามารถมาร้องเรียนที่กรมสวัสดิการฯ ได้ ซึ่งมีกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจำนวนกว่า 300 ล้านบาท ช่วยเหลือในเบื้องต้น
แนะหากยืดเยื้อแจ้งกสร.จ่ายค่าจ้าง 75%
นางอัมพรยังกล่าวอีกว่า หากสถานการณ์การชุมนุมยืดเยื้อจนนายจ้างเริ่มขาดสภาพคล่อง นายจ้างสามารถแจ้งมาที่ กสร. เพื่อขอใช้มาตรา 75 ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ในการรักษาสภาพการจ้างงาน โดยที่จ่ายค่าจ้างลูกจ้างในอัตราร้อยละ 75 ของเงินเดือน อย่างไรก็ตามในสถานการณ์เช่นนี้ก็ต้องขอความร่วมมือนายจ้างว่าหากยังมีกำลังจ่ายค่าจ้างก็ขอให้จ่ายเต็มอัตราไปก่อน หากสถานการณ์ดีขึ้นจะได้ไม่ขาดแคลนลูกจ้าง
สำหรับโรงแรมที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่ โรงแรมแกรนด์ไฮแอท เอราวัณ โรงแรมอโนมา โรงแรมราชดำริ โรงแรมโฟร์ซีซั่นส์ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล โรงแรมเรอเนสซองซ์ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ โรงแรมเพนนินซูลา โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส โรงแรมโนโวเทล โรงแรมคอนราด โรงแรมปาร์คนายเลิศ โรงแรมพลาซ่า แอทธินี และโรงแรมสยามแอ็ทสยามดีไซด์โฮเทลแอนด์สปา ยอดผู้ใช้บริการลดลงกว่าร้อยละ 70-80 ส่วนรายชื่อห้างสรรพสินค้าที่ได้รับผลกระทบ คือ ห้างสรรพสินค้าอิเซตัน เซ็นทรัลเวิลด์ สยามพารากอน บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ และเกษรพลาซ่า
จากการสอบถามเจ้าของธุรกิจโรงแรม ส่วนใหญ่ยังคงจ่ายค่าจ้างตามปกติ และให้ลูกจ้างใช้สิทธิ์ลาพักร้อนได้ พร้อมเสนอให้รัฐบาลหาทางออกให้เร็วที่สุด โดยหามาตรการบรรเทาความเดือดร้อนทั้งนายจ้างและลูกจ้าง ขณะเดียวกันยังเสนอให้ออกมาตรการลดภาษีให้สถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบหากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อ และเชื่อว่าลูกจ้างรายวันที่ได้รับผลกระทบมีกว่าครึ่งของลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด
ของบอุดหนุนพิเศษเยียวยาแรงงาน
นางอัมพรกล่าวด้วยว่า นายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้เสนอของบอุดหนุนพิเศษจากคณะรัฐมนตรี เพื่อเยียวยาสถานประกอบการและผู้ใช้แรงงานในย่านราชประสงค์แล้ว ขณะเดียวกันในส่วนของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานยังมีงบประมาณที่เหลือจากโครงการบรรเทาปัญหาการเลิกจ้างอยู่ อาจจะมีการหารือร่วมกันเพื่อของบประมาณดังกล่าวมาเยียวยาได้
ด้านนายไพฑูรย์ กล่าวถึงแนวทางการช่วยเหลือผู้ใช้แรงงานที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง ว่า หากคนเหล่านี้ต้องหยุดงานจะต้องได้รับค่าชดเชย โดยผู้ประกอบการและผู้ใช้แรงงานจะต้องแจ้งศูนย์ให้ความช่วยเหลือที่กรมการจัดหางาน อย่างไรก็ตาม การว่างงานนั้นแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1.นายจ้างเลิกกิจการ ในส่วนนี้ประกันสังคมจะจ่ายตามหลักการ 2.การหยุดงานชั่วคราว ซึ่งกรณีนี้คงจะเข้าข่ายการหยุดงานชั่วคราว ซึ่งรัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือเป็นอันดับแรก อาจจะมีการให้ความช่วยเหลือนอกจากหลักเกณฑ์ของประกันสังคม
ร้องรัฐผ่อนผันภาษีอนุมัติเงินกู้ฉุกเฉิน
การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ทำให้ผู้ค้าย่านพัฒน์พงษ์ได้รับผลกระทบอย่างหนัก นายสมบูรณ์ นำทิพย์จันทรเจริญ กรรมการผู้จัดการบริษัท ไอซอพติก จำกัด ร้านขายแว่นหรูย่านห้างราชประสงค์ ซึ่งอ้างว่าเป็นประธานผู้ประกอบการกลุ่มธุรกิจรายย่อยย่านราชประสงค์ แถลงว่า จากปัญหาการชุมนุมทางการเมืองส่งผลให้ผู้ประกอบการรายย่อยประสบภาวะขาดทุนวันละ 1 แสนบาท ขณะที่บริษัทของตนต้องเสียรายได้วันละ 3-5 แสนบาท รวมแล้วความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งสิ้น 45 ล้านบาท
นายสมบูรณ์กล่าวว่า สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือ ต้องขายเครื่องมือทำมาหากินเพื่อนำเงินไปจ่ายเงินเดือนให้พนักงาน ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยโดยผ่อนผันการชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เป็นเวลา 180 วัน พร้อมทั้งให้รัฐบาลลดดอกเบี้ยเงินกู้ เสนอเงินกู้ฉุกเฉินไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้าน เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ รวมทั้งขอผ่อนผันการชำระค่าสาธารณูปโภคทุกชนิด ขอเงินชดเชยให้พนักงานและขอให้รัฐชำระค่าเบี้ยประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ให้พนักงาน ขอให้รัฐประกันภัยทรัพย์สินให้แก่สถานประกอบการย่านราชประสงค์ให้เร็วที่สุด
"หากรัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาทางการเมืองได้ ก็ออกไปเลยดีกว่าและผมก็จะเดินทางไปขอความช่วยเหลือที่ดูไบ ผมเป็นผู้ประกอบการรายย่อย ต้องออกมาดิ้นรน ซึ่งแตกต่างจากผู้ประกอบการรายใหญ่ ที่แม้ปิดกิจการ 1 ปี ก็คงไม่มีผลกระทบ เพราะเพียงรอว่าฝ่ายไหนขึ้นมาสู่อำนาจ ก็จะขอค่าชดเชย" นายสมบูรณ์กล่าวและว่า หากยังไม่ได้รับการตอบรับจะยุติการเสียภาษี จนกว่าสถานการณ์จะปกติ
ผู้ค้าพัฒน์พงษ์ครวญไม่ไหวแล้ว
นายพิเศษ พุ่มชาวสวน ผู้ดูแลตลาดไนท์บาซาร์ พัฒน์พงษ์ ย่านถนนสีลม กล่าวว่า ช่วงวันสองวันที่ผ่านมา บริเวณพัฒน์พงษ์ที่เคยคึกคักในยามค่ำคืนปรากฏว่ากลับเงียบสงัด นักท่องเที่ยวไม่กล้าเข้ามาเที่ยว ทำให้สูญเสียรายได้อย่างมหาศาล ร้านค้าเร่ ที่ตั้งแผงอยู่ริมถนนและตามตรอกซอยต้องปิดตัวเองไปโดยปริยาย เพราะมีแต่รถถัง รถยีเอ็มซี และเจ้าหน้าที่ทหารเข้าประจำอยู่เต็มไปหมด
"ผู้ประกอบการทุกคนต้างร้องแย่ไปตามๆ กัน นี่แค่เขาสะกิดว่าจะยึดสีลมเท่านั้น ยังได้รับความเดือดร้อนกันไปหมด ไม่ว่าจะเป็นพนักงานบาร์เบียร์ พนักงานเสิร์ฟ หรือแม้กระทั่งพวกรถแท็กซี่ รถสามล้อรับจ้าง ต่างก็กระทบกันไปหมด อยากให้เหตุการณ์ยุติเร็วๆ ทุกคนต่างไม่ไหวกันแล้ว" นายพิเศษ กล่าว
ด้านนายไมเคิล เมสเนอร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออรัม บัวหลวง ดำเนินการธุรกิจเกี่ยวกับสถานบันเทิง ย่านพัฒน์พงษ์ กล่าวว่า นักท่องเที่ยวลดลงไปถึง 60 เปอร์เซ็นต์ หากสถานการณ์ยังคงเป็นอย่างนี้ บริษัทคงอยู่ลำบาก คงต้องปลดพนักงานถึง 50 เปอร์เซ็นต์
"ธุรกิจของผมลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ เมื่อสถานการณ์เป็นอย่างนี้ ชาวต่างชาติต่างก็กลัวเหตุการณ์รุนแรงไม่กล้ามาเที่ยว แม้กระทั่งพนักงานของผมต่างก็กลัวจะเกิดเหตุการณ์เหมือนอย่างที่สี่แยกคอกวัว บอกตามตรงว่าม็อบเสื้อแดงสร้างผลกระทบให้ธุรกิจของผมเป็นอย่างมาก อยากให้เหตุการณ์สงบเป็นปกติเร็วๆ" นายไมเคิล กล่าว
แนะช่วยกระแสเงินสดรายย่อย
นายสันติ วิลาสศักดานนท์ ประธานกิตติมศักดิ์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคเอกชนกังวลการชุมนุมทางการเมืองที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและท่องเที่ยว เพราะการชุมนุมอยู่นอกกรอบการเมืองปกติ ซึ่งในต่างประเทศการเมืองจะช่วยผลักดันเศรษฐกิจ แต่การเมืองไทยกลับทำให้เศรษฐกิจแย่ลง และปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้ต่างชาติไม่กล้าเข้ามาเจรจาธุรกิจในไทย โดยเดือนเมษายนนี้มีการประชุมผู้ถือหุ้นหลายบริษัท แต่บางบริษัทต้องเลื่อนออกไป ภาคเอกชนเห็นว่ากลุ่มเสื้อแดงควรย้ายการชุมนุมออกจากแยกราชประสงค์ เพราะกระทบกับภาพลักษณ์ประเทศ
"นายกฯ ขอความร่วมมือภาคเอกชนไม่ให้แรงงานในโรงงานออกมาชุมนุม ขณะนี้ก็ได้หารือกับผู้ประกอบการในพื้นที่ที่มีโรงงานจำนวนมากแล้ว เพื่อขอให้ร่วมมือกับรัฐบาล เช่น จ.สมุทรปราการ โดย ส.อ.ท.จะใช้วิธีทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการในแต่ละพื้นที่"
ส่วนแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการและแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมนั้น ขณะนี้กระทรวงแรงงานได้เปิดให้แรงงานมาขึ้นทะเบียนเพื่ออบรมชะลอเลิกจ้าง ซึ่งจะทำให้แรงงานมีรายได้ระหว่างหยุดงานและมีกำลังใจมากขึ้น ส่วนความช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เห็นว่ากระทรวงการคลังควรช่วยเหลือด้านกระแสเงินสด เพราะผู้ประกอบการบางรายกังวลรายได้ที่หายไป โดยภาครัฐอาจผ่อนผันให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ค้ำประกันเงินกู้กันเองเพื่อให้มีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อมากขึ้น
"สำหรับผู้ประกอบการรายใหญ่ภาครัฐอาจช่วยด้านภาษีเพื่อจูงใจไม่ให้ปลดแรงงาน โดยกำหนดให้รายจ่ายที่เป็นค่าจ้างแรงงานช่วงการชุมนุมนำมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลได้ 2 เท่า เพราะห้างและโรงแรมขาดรายได้จากการปิดบริการ รวมทั้งควรรณรงค์ผู้ประกอบการไม่ให้ปลดแรงงาน"
ครม.อนุมัติช่วยผู้ประสบเหตุ10เม.ย.
ส่วนมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุจากการปะทะเมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมานั้น นายอิสสระ สมชัย รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีอนุมัติในหลักการว่าให้ใช้เงินที่มีอยู่เดิมจำนวน 25 ล้านบาท แต่หากนอกเหนือไปกว่านี้สามารถเสนอขอจากสำนักงบประมาณได้โดยตรงเลย เพราะครม.ได้อนุมัติเป็นหลักการไว้เรียบร้อยแล้ว โดยยังคงเป็นหลักเกณฑ์เดิมไม่มีเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้จะไม่มีการจำกัดวงเงิน เนื่องจากการชุมนุมยังคงมีอยู่ หากเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นก็สามารถเบิกจ่ายได้เลย โดยไม่ต้องขออนุมัติจากครม.อีกต่อไป ทั้งนี้ทางกระทรวงจะสามารถเบิกจ่ายได้ทันทีภายในสัปดาห์หน้า ส่วนที่มากไปกว่านี้สามารถเบิกได้ตามที่ผู้เสียหายแจ้งเข้ามา เพราะการชุมนุมยังไม่ยุติ ซึ่งอาจเกิดเหตุขึ้นอีกก็ได้
รมว.พม. กล่าวว่า กระทรวงได้วางหลักเกณฑ์ไว้ว่า หากมีผู้ได้รับบาดเจ็บแต่รักษาตัวที่โรงพยาบาลโดยไม่มีการค้างคืน จะมีเงินเยียวยา 2 หมื่นบาทต่อราย หากพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลไม่เกิน 20 วันก็มีเงินเยียวยา 6 หมื่นบาทต่อราย แต่หากรักษาตัวเกินกว่า 20 วันจะมีเงินเยียวยา 1 แสนบาทต่อราย หากทุพพลภาพมีเงินเยียวยาให้ 2 แสนบาท และเงินฟื้นฟูสมรรถภาพอีก 2 แสนบาทอีกต่างหาก สำหรับผู้เสียชีวิตรายละ 4 แสนบาท ทั้งนี้ หากลูกของผู้ทุพพลภาพหรือเสียชีวิตยังเรียนหนังสืออยู่ ทาง พม.จะรับอุปการะส่งเสียเล่าเรียนจนจบปริญญา ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นหลักการเดียวกันที่ใช้ในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 และในเดือนเมษายน 2552
ผู้สื่อข่าวถามว่า ต้องรอให้มีผู้ลงทะเบียน หรือแจ้งกับทางกระทรวงหรือไม่ จึงจะช่วยเงินเยียวยา รมว.พม.กล่าวว่า ทั้ง 2 อย่าง คือ มาแจ้ง และไม่มาแจ้ง กระทรวงจะส่งเจ้าหน้าที่ติดตามไปถึงบ้าน โดยตรวจสอบที่อยู่ในหลักฐานที่ไปรักษาตัวโรงพยาบาล ขณะนี้มีผู้แจ้งทั้งหมด 300 ราย



