ข่าว

“พญาอินทรีผู้เหินคืนสู่ฟ้า”รงค์ วงษ์สวรรค์:ที่ข้าพเจ้ารู้จัก

“พญาอินทรีผู้เหินคืนสู่ฟ้า”รงค์ วงษ์สวรรค์:ที่ข้าพเจ้ารู้จัก

17 มี.ค. 2552

เหลืองดอกคูนทิ้งกลีบเกลื่อนกล่นอยู่บนทางดินเล็กๆ ท่ามกลางบรรยากาศบนดอยโป่งแยงอันบริสุทธิ์ ท่ามกลางกลิ่นอบอวลของดอกไม้และธรรมชาติอันเขียวครึ้ม บรรยากาศโดยทั่วไป ร่มรื่นและเงียบสงบ จนข้าพเจ้าต้องย่องเท้าเดินไปบนถนนทางดินแคบๆ ข้างสันดอยนั้น

เสียงนกกินปลี...นกกระจิบ กระจาบ...เสียงนกน้อยใหญ่นานาชนิดที่เริงไพรอยู่ตามสมทุมพุ่มไม้ น้ำเสียงอันสดใสของพวกมัน บ่งบอกให้รู้ว่า แม้แต่สรรพสัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลาย ก็มีความสุขสงบโดยไม่ต้องหวาดผวากับหนังสติ๊ก หรือแม้แต่แมวเหมียวที่ซุ่มนอนอยู่ทั่วซอกบ้านน้อยหลังนั้น
 ต่ำลงไปจากทางดินเบื้องล่าง เสียงปาดครางหงึดหงาดมาจากบ่อปลาคาร์พไม่ขาดสาย น้ำในบ่อที่ใสนิ่งหน้ารังนอนของพญาอินทรีตัวหาญ...พญาอินทรีผู้โผบินมาแล้วทั่วฟ้าอักษรและทั่วโลก ข้าพเจ้ายังจำได้ดีถึงบรรยากาศและกลิ่นอายของสวนทูนอิน เมื่อแรกสัมผัสและได้เหยียบย่างเมื่อห้าปีมาแล้ว 
 แขกที่ไปเยือนสวนทูนอินนั้น มีทั้งนักเขียนชื่อดัง กวีฝีปากกล้า ศิลปินผู้บ้าดีเดือด คหบดี ข้าราชการน้อยใหญ่ ทั้งในท้องถิ่นและจากส่วนกลาง ละอ่อนผู้อยากเป็นนักเขียน จิตรกรผู้มีฝีมือจัดจ้าน ปวงปราชญ์ทั้งในคอกและนอกคอก “ปี้อ้าย”คนสวนผู้ต่ำต้อย...แม้แต่ยาจกเข็ญใจที่เดินเพ่นพ่านอยู่บนสวนหนังสือของ 'รงค์ วงษ์สวรรค์ ย่อมย่ำเดินบนสวนทูนอินได้อย่างทัดเทียมกันไม่แตกต่าง
 สวนทูนอินแม้บางคราวจะเงียบเหงาในวันที่ร้างแขก แต่พญาอินทรีผู้แก่กล้าตบะถึงอย่าง ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ก็ไม่เคยเงียบเหงา หัวใจเขายิ่งใหญ่เกินไป เช่นเดียวกับ “พี่ติ๋ม” สาวเมืองวารินฯ ที่เคยถูกญาติพี่น้องกีดกันว่า “เขาจะหลอกมึง...”
 จนถึงวันนี้ “พี่ปุ๊” ก็ได้พิสูจน์ให้พี่น้องเมืองอุบลฯ เห็นแล้วว่า รักแท้นั้นเป็นอย่างไร รักจริงที่ยิ่งใหญ่นั้นเป็นอย่างไร คนเสเพล (ในตัวหนังสือ) อย่าง ’รงค์ วงษ์สวรรค์ นั้น เป็นคนจริงและรักจริงเพียงใด
 เมื่อข้าพเจ้าขึ้นมาสวนทูนอิน เพื่อทำสกู๊ปสารคดีโทรทัศน์ ในรายการ “จุดชนวนความคิด” ตอน “ดอกไม้แห่งสวนทูน” เพื่อให้กำลังใจแก่พี่ติ๋ม “สุมาลี วงษ์สวรรค์” ที่หยัดยืนเคียงข้าง “พี่ปุ๊”อยู่ตลอดเวลาที่ล้มป่วย แม้ในวันที่มีแต่เสียงนกเสียงกา ไร้ร้างคนมาเยือน ข้าพเจ้าได้สัมผัสความรักความเมตตาที่ “พี่ปุ๊”มีต่อทุกคน  ไม่เลือกว่า ยากดีมีจน หรือต่ำต้อยแค่ไหน 
 สำหรับข้าพเจ้า...แม้ 'รงค์ วงษ์สวรรค์  จะเคยรู้จักและขอ “ดูตัว”กันมาแล้วครั้งหนึ่ง เมื่อยี่สิบปีก่อน แต่การได้รู้จักกันครั้งแรกที่ “ใต้ต้นสาเก” ร่มไม้ชายคาของค่าย “ต่วย-ตูน” เมื่อหนังสือเล่มแรกของข้าพเจ้าออกสู่บรรณพิภพ ซึ่ง “พี่ปุ๊” กับ "ไอ้ขุน”(หัวหยอง) ไปขอดูตัว “เผ่าผม ชวลิต” ข้าพเจ้าก็ได้แค่แอบปลื้มใจอยู่ลึกๆ หากแต่จะให้สนิทใจเหมือนบนสวนทูนอินในวันนี้ ความรู้สึกทั้งหลายย่อมผิดแผกแตกต่างกันแน่นอน
 เมื่อข้าพเจ้าได้มารู้จักตัวตนอันแท้จริงของ “อาปุ๊-พี่ติ๋ม” ข้าพเจ้ายิ่งซึ้งใจว่า ความเป็นผู้ใหญ่และยิ่งใหญ่นั้น ไม่จำเป็นต้องวางก้าม อวดเบ่งเก่งใส่ผู้อื่น หากแต่ยิ่งใหญ่ยิ่งต้องน้อมตัวลงมา บารมีอันยิ่งใหญ่ของพญาอินทรีตัวนี้ เปล่งประกายออกมาจากจิตใจอันยิ่งใหญ่ของเขา บรรยากาศอันเงียบสงบของสวนทูนอิน ท่วงทำนองอันหนักแน่น ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกตัวว่า ยิ่งกะจ้อยร่อยน้อยแสงเสียยิ่งกว่าหิ่งห้อยในยามกลางวัน
 ตั้งแต่จำความได้ ตั้งแต่อ่านหนังสือออก ข้าพเจ้ายังจำได้ว่า ทึ่งกับภาพถ่ายและมุมมองของช่างภาพที่ “เห็น” เด็กน้อยกับกองขยะในหน้า “ภาพ-ข่าว”สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ เมื่อโตขึ้น ก็ยิ่งทึ่งในความสกปรกโสมมของสังคมเมืองจากซ่องนรกจนได้กลิ่นน้ำกามเมื่ออ่าน “สนิมสร้อย” และแอบสะใจอยู่ลึกๆ เมื่ออ่าน “ผู้ดีดงน้ำครำ” แต่ “หอมดอกประดวน”นั้น ออกจะโป๊ไปหน่อย จวบจนได้อ่าน “ใต้ถุนป่าคอนกรีต” “เสเพลบอยชาวไร่”  จึงรู้ว่า ’รงค์ วงษ์สวรรค์(หนุ่ม) นั้น มีอารมณ์ขันและตลกร้ายล้ำลึก
 แจ้ง ใบตอง ดำรวย ดำรู...ชื่อตัวละครแปลกๆ เหล่านี้ เหล่านักอ่านย่อมรู้ในทันทีว่า นี่สำนวนของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ เจ้าของสำนวนสวิงที่ไม่มีใครลอกเลียนได้ ความเป็นนายภาษา และสำนวนสวิงอันล้ำสมัยที่เคยถูกต่อต้านและด่าว่าเสียๆ หายๆ ในตอนแรก แต่มาถึงวันนี้ กลับกลายเป็นการยอมรับ กว่าจะถึง...วันที่ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ได้เหรียญตรา “ศิลปินแห่งชาติ”มาประดับเกียรตินั้น ถ้าเขาไม่มีหัวใจที่ยิ่งใหญ่ ถ้าไม่ยืนมั่นในจุดยืนของตัวเอง ก็คงยาก
 จากวันแรกจนถึงสุดท้ายของลมหายใจ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ยืนหยัดในความเป็นนักเขียนอาชีพ เขาซื่อสัตย์ต่อตัวเอง ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพและผู้อ่านของเขา ’รงค์ วงษ์สวรรค์ เป็นนักเขียนมืออาชีพที่ทำงานอย่างมีการวางแผน เคร่งครัดต่อระเบียบวินัยและมีแบบแผนในการทำงาน ค้นคว้าและใฝ่รู้อยู่ตลอดเวลา ตัวหนังสือของเขาจึงไม่เคยตกรุ่น ซ้ำออกจะล้ำหน้าคนรุ่นใหม่
 ความยิ่งใหญ่ของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ เสมือนหนึ่งฟ้าดินประทานลงมาให้เป็นแบบอย่างความยิ่งใหญ่ที่มนุษย์เราต่างดิ้นรนค้นหา กล่าวคือยิ่งยิ่งใหญ่ก็ยิ่งเงียบ ยิ่งยิ่งใหญ่ก็ยิ่งโน้มตัวลงต่ำ หนักแน่นดุจภูผา ผลงานของเขาจะอยู่คู่กับเราและโลกนี้ไปตลอดกาล เพราะจิตวิญญาณที่ไม่เคยทรยศต่อตัวเองและวิชาชีพของเขา
 วันนี้ร่างของพญาอินทรีตัวหาญโผบินจากคอน ตัวอักษรของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ร่อนรำอยู่บนฟ้า แต่ความนึกคิดจิตใจอันแท้จริงของเขา ไม่เคยห่างหายจากดิน

 

 เผ่าผม ชวลิต