ข่าว

สี่สถานการณ์ของความขัดแย้ง

สี่สถานการณ์ของความขัดแย้ง

21 เม.ย. 2553

มีคำถามรายวันถึงเหตุการณ์วิกฤติบ้านเมืองจะจบลงอย่างไร ซึ่งหากรู้ก็คงเป็นเทวดาไปแล้ว

 อย่างไรก็ตาม จากการสอนวิชาการวางแผนกลยุทธ์ที่อุดมด้วยทฤษฎีการเอาชนะฝ่ายตรงข้าม ลองจำลองสถานการณ์ความขัดแย้ง โดยใช้ Matrix (หรือ ตาราง) ง่ายๆ คาดการณ์ถึงความต้องการของแต่ละฝ่ายที่เป็นคู่กรณีความขัดแย้ง คือ รัฐบาลและฝ่ายผู้ชุมนุม (เสื้อแดง) โดยใช้แนวความคิดเกี่ยวกับการแพ้-ชนะของแต่ละฝ่ายแสดงสถานการณ์ในอนาคตได้ 4 สถานการณ์ ดังนี้

 ผู้ชุมนุมแพ้
 (สถานการณ์ A)
 เกิดการจลาจล บ้านเมืองเสียหาย ทหารออกมารัฐประหาร
 (สถานการณ์ B)

 มาตรการกันคนเข้าได้ผล ผู้ชุมนุมอ่อนแรงไปเอง มีการสลายการชุมนุมโดยไม่เสียเลือดเนื้อ หรือมีการควบคุมฝูงชนโดยใช้มาตรการขั้นสูงขึ้นและดำเนินการอย่างได้ผล

 ผู้ชุมนุมชนะ
 (สถานการณ์ C)

 การชุมนุมขยายตัว กดดันรัฐบาลได้ผล มีสถานการณ์ปั่นป่วนในบ้านเมืองจนรัฐบาลเอาไม่อยู่ ภาคธุรกิจเอกชน หันไปสนับสนุนเสื้อแดง จนทำให้รัฐบาลต้องยุบสภาทันที หรือได้รับชัยชนะในระดับที่สูงกว่านั้น

 (สถานการณ์ D)
 เจรจาหาทางออก แม้ไม่ได้ตามที่ต้องการทั้งหมด แต่ดีกว่าที่แต่ละฝ่ายไม่ได้อะไรเลย

 เมื่อมองใน 4 สถานการณ์ ดังกล่าว ก็สามารถคาดการณ์ความต้องการของบุคคลแต่ละฝ่ายในสังคมได้ไม่ยากดังนี้

 1.สถานการณ์ที่รัฐบาลและกลุ่มคนที่สนับสนุนรัฐบาลต้องการ (สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ พรรคร่วมรัฐบาล ผู้เลือกตั้งที่เลือกพรรคในฝ่ายรัฐบาล กลุ่ม นพ.ตุลย์ กลุ่ม face Book คัดค้านการยุบสภา กลุ่ม 303 คณาจารย์ค้านยุบสภา  สื่อมวลชนในซีกของรัฐ) แน่นอนว่า คงต้องการสถานการณ์ B

 2.สถานการณ์ที่กลุ่มผู้ชุมนุมและกลุ่มคนที่สนับสนุนการชุมนุมต้องการ (ทักษิณ ชินวัตร พรรคเพื่อไทย นักการเมืองที่หวังลงพรรคเพื่อไทย คนรักแดง คนรักทักษิณ นักวิชาการและสื่อมวลชนที่สนับสนุนเสื้อแดงและต่อต้านรัฐทหาร รวมถึงกลุ่มแดงล้มเจ้า) แน่นอนว่า คงต้องการสถานการณ์ C

 3.สถานการณ์ที่กลุ่มนักสันติวิธี และส่งเสริมการหาทางออกให้แก่สังคมอย่างสันติ ต้องการ (เครือข่ายสันติวิธี ประชาชนที่ไม่เอาสงครามกลางเมือง นักวิชาการริบบิ้นขาว) แน่นอนว่า คงต้องการสถานการณ์ D

 4.สถานการณ์ A เป็นสถานการณ์ที่ทุกฝ่ายไม่ต้องการ เนื่องจากเห็นแล้วว่าจะนำประเทศถอยหลัง (ยกเว้น การรัฐประหารจากทหารที่สนับสนุนทักษิณ ชินวัตร อาจเป็นที่ต้องการของคนกลุ่มที่ 2 บางพวก)

 หากมองด้วยใจเป็นธรรม สถานการณ์ D ที่ชนะทั้งคู่ คงเป็นสถานการณ์ที่คนในสังคมส่วนใหญ่ต้องการให้เกิด เป็นสถานการณ์ที่อาจจะดูดีที่สุด

 แต่ในข้อเท็จจริงต้องประเมินว่า สถานการณ์ดังกล่าวเป็นสถานการณ์ที่มีโอกาสเกิดได้มากน้อยเพียงไร เพราะดูท่าทีของกลุ่มผู้ชุมนุมที่แสดงท่าทีแข็งกร้าว ไม่ลดราวาศอก สร้างข้อเรียกร้องที่สูงลิ่ว และสร้างแรงกดดันรัฐบาลโดยยกระดับความรุนแรงของการชุมนุมตลอดเวลา สร้างความเดือดร้อนแก่สังคมส่วนรวม ใช้วิธีการข่มขู่คุกคาม ไม่ตอบรับข้อเรียกร้องจากสังคมที่ต้องการให้มีการเจรจา จึงแปลความหมายได้ไม่ยากว่า สถานการณ์ D คงเป็นสถานการณ์ที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้ ยกเว้นแต่ในความฝันของบรรดานักวิชาการสันติวิธี

 สำหรับสถานการณ์ A ที่แก้ปัญหาโดยการรัฐประหาร คงเป็นสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์สำหรับสังคมไทย เพราะคงปล่อยให้ประเทศต้องหยุดชะงักและจมดิ่งต่อไปไม่ได้ เพราะสังคมโลกย่อมไม่ยอมรับรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร ไม่ว่าการรัฐประหารดังกล่าวจะมาจากเจตนาที่ดีต่อบ้านเมืองอย่างไรก็ตาม

 ทางข้างหน้าจึงเหลือเพียงแค่ 2 สถานการณ์ จะเลือกอะไร ระหว่าง ให้กลุ่มชุมนุมชนะ รัฐต้องยอมยุบสภา หรือจะเลือกให้รัฐบาลชนะ โดยผู้ชุมนุมกลับบ้านมือเปล่า

 หากเสื้อแดงชนะ (สถานการณ์ C) รัฐบาล ยอมยุบสภาโดยเร็ว ถือเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ของการเมืองนอกสภา(ภายใต้การสนับสนุนของนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล) จากนี้ไปการเมืองนอกสภาจะกลายเป็นกระแสหลักของการเมืองไทย หากต้องการเปลี่ยนแปลงอะไร ก็ใช้พลังภายนอกสภากดดันรัฐบาล โดยไม่ต้องคำนึงถึงกฎกติกาของบ้านเมืองอีก

 เมื่อเสื้อแดงไป เสื้อเหลืองก็จะมา และบนถนนของเมืองไทยจะไม่ว่างเว้นจากกลุ่มชุมนุมซึ่งพร้อมจะทำสิ่งผิดกฎหมายบ้านเมืองเพียงเพื่อมุ่งหวังชัยชนะ และยังไม่สามารถมั่นใจกับการเลือกตั้งที่จะตามมาว่าจะเป็นการแข่งขันที่รุนแรงทั้งในและนอกรูปแบบสักเพียงใด รวมถึงหน้าตาของรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง ที่อาจต้องแข่งกันเสนอประโยชน์ให้แก่พรรคขนาดกลางและเล็กเพื่อให้ร่วมรัฐบาล จนถึงขนาดอาจประเคนตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้

 หากรัฐบาลชนะ (สถานการณ์ B) ความรู้สึกคับข้องใจของมวลชนคนเสื้อแดงคงยังไม่หายไปไหน คงต้องสะสมกำลังเพื่อรอวันเอาคืน บ้านเมืองอาจสงบชั่วคราว แต่ก็รอวันปะทุใหม่ได้ตลอดเวลา ยกเว้นว่ารัฐบาลไม่มีช่องว่างให้ถล่ม เช่น รัฐบาลไม่มีปัญหาคอรัปชั่น เต็มใจและจริงจังต่อการปฏิรูปการเมืองและสังคม โดยมุ่งแก้ไขกติกาต่างๆ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม แก้ความรู้สึกสองมาตรฐาน และสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้และเข้าไปอยู่ในใจของประชาชน เยียวยาผู้เสียหายและปฏิบัติกับฝ่ายที่มีความคิดเห็นตรงข้ามอย่างมีมนุษยธรรม

 และสิ่งที่ต้องระวังคือหากชนะโดยใช้กำลังปราบปรามจนมีผู้บาดเจ็บล้มตาย การขยายของสถานการณ์ที่อาจกลายเป็นความรุนแรงเพิ่มขึ้นอาจตามมาได้ ดังนั้น ศิลปะในการเอาชนะจึงเป็นประเด็นที่สำคัญยิ่ง

 ใครก็ตามที่อยากให้รัฐบาลยุบสภา หากไม่สามารถเห็นตรรกะที่สืบเนื่องและยังดึงดันที่จะส่งเสริมให้การชุมนุมที่ผิดกฎหมายดำเนินระรานสังคมต่อไป คงต้องถามตัวเองว่าจริงใจหรือแกล้งโง่

รศ.สมชัย ศรีสุทธิยากร