
ปฏิบัติการ..ตำรวจแดงกักตัวทหารกันสลายม็อบ
ยุทธศาสตร์คู่ขนานกับการชุมนุมของทัพใหญ่เสื้อแดงที่ราชประสงค์ คือ การเคลื่อนไหวในต่างจังหวัด !?!
จะสังเกตได้ว่าทุกครั้งที่การชุมนุมใหญ่ในกรุงเทพฯ จะเกิดการเพลี่ยงพล้ำ แกนนำหลักจะเรียกร้องให้สมาชิกแดงภูธรลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลทางอ้อม ทั้งการปิดล้อมค่ายทหาร ศาลากลางจังหวัด รวมถึงจวนผู้ว่าฯ
เครื่องมือสำคัญของกลุ่มคนเสื้อแดงช่วงแรกๆ คือ สถานีโทรทัศน์พีทีวีจนรัฐบาลต้องสั่งปิดขึ้นจอมืด แต่ดูเหมือนจะยังไม่ดีพอ เพราะช่องทางการสื่อสารระหว่างแกนนำที่กรุงเทพฯ กับต่างจังหวัดยังเชื่อมต่อถึงกันได้อยู่
10 เมษา 53 ผ่านพ้นไปพร้อมกับเลือดเนื้อและชีวิตของผู้สูญเสีย 24 ราย บาดเจ็บอีกร่วม 800 คน เสื้อแดงกับรัฐบาลพักรบชั่วคราว ใช้เวลาสมานแผลรอวันเปิดศึกใหญ่หลังเทศกาลสงกรานต์ผ่านพ้นไป
ทันทีที่นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีคำสั่งแต่งตั้ง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ให้เข้ามามีบทบาทในการสั่งการในศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน พร้อมกับคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ทหารติดอาวุธกลายๆ ส่งผลต่อกลุ่มคนเสื้อแดงจนอยู่เฉยไม่ได้
บวกกับการระดมมวลชนเสื้อแดงไม่เข้าเป้า และมีคำถามในพื้นที่ต่อเรื่อง "คนตาย" มากขึ้น ยอดผู้ชุมนุมแดงอีสานจึงลดลงเหลือเพียง 25 เปอร์เซ็นต์ จากยอดเต็มแต่ละครั้งจะอยู่ที่ 2 หมื่นคนขึ้นไป นั่นเท่ากับว่ายอดผู้ชุมนุมที่จะเข้าไปสมทบกับทัพใหญ่น้อยเสียยิ่งกว่าน้อย
ด้วยเหตุนี้ปฏิบัติการสกัดกั้นสีเขียวขี้ม้าที่หน้า รพ.พล จ.ขอนแก่น จึงเกิดขึ้นภายใต้การนำของ "ดวงแข อรรณนพพร" ส.ส.ขอนแก่น เขต 2 พรรคเพื่อไทย ภายใต้การสนับสนุนของ "เรืองเดช สุพรรณฝ่าย" ส.ส.พรรคเดียวกัน
การปิดถนนมิตรภาพครั้งนี้มีเป้าหมายไม่ให้ทหารเดินทางเข้ากรุงเทพฯ หรือกลับกรมกอง อ้างว่ากันไม่ให้เข้าไปปราบประชาชน ตลอดทั้งวันมีทหารถูกกักตัวเอาไว้กว่า 40 นาย รถลำเลียงกำลังพล ม.พัน.14 ค่ายเปรมติณสูลานนท์ และ ม.พัน.6 ค่ายศรีพัชรินทร์ บางส่วนที่ผ่าน อ.บ้านไผ่ ก่อนถึง อ.พล ถูกด่านสกัดเสื้อแดงบังคับจอดแล้วปล่อยลมยาง จนต้องเปลี่ยนแผนเดินทางด้วยรถกระบะในรูปแบบของพลเรือนแทน
แกนนำเสื้อแดงวิเคราะห์ว่ากำลังหลักของทหารในกองทัพ คือ ทหารเกณฑ์ การตัดกำลังส่วนนี้จะช่วยให้กองทัพเดินหน้าต่อไปไม่ได้ และวันที่ 1 พฤษภาคม ทหารเกณฑ์ผลัด 1 จะต้องไปรายงานตัวต่อต้นสังกัด การชิมลางสกัดกั้นทหารที่ อ.บ้านไผ่ เมื่อวันที่ 18 เมษายน และ อ.พล วันที่ 19 เมษายนต่อเนื่องกัน ด้านหนึ่งคือการหวังผลระยะสั้นในการตัดการเสริมกำลังจากหน่วยทหารในภาคอีสาน
ขณะเดียวกัน ยังเป็นการสกัดทหารที่เป็นคนอีสาน เช่น มณฑลทหารบก 23 ขอนแก่น ที่รับผิดชอบ จ.ขอนแก่น กาฬสินธุ์ และมหาสารคาม ที่จะต้องส่งทหารเกณฑ์ไปสนับสนุนหน่วยทหารบกในพื้นที่ จ.ลพบุรี กาญจนบุรี และราชบุรี รวมทั้งทหารเรือที่ จ.ชลบุรี ขณะที่ทหารเกณฑ์จาก จ.ร้อยเอ็ด ที่ถูกส่งไปประจำในหน่วยทหารในกรุงเทพฯ เวลาเดินทางกลับบ้านก็ต้องใช้ถนนมิตรภาพผ่าน อ.พล เช่นกัน
แม้การตั้งด่านสกัดทั้งสองวันจะไม่บรรลุเป้าประสงค์ แต่ก็เป็นการเพาะเชื้อสร้างสัญลักษณ์ในพื้นที่ เพราะยังมีอีกรอบคือวันที่ 30 เมษายนต่อเนื่อง 1 พฤษภาคม ที่จะมีการรายงานตัวของทหารเกณฑ์ผลัด 1/2553 และวันปลดประจำการของทหารเกณฑ์ผลัด 1/2551
แผนการสกัดกั้นของกลุ่มคนเสื้อแดง คือ การเคลื่อนไหวในพื้นที่ไม่ให้ทหารเกณฑ์ผลัด 1 เข้ารายงานตัวที่จังหวัดทหารบกที่ตัวเองมีภูมิลำเนาอยู่ หากการเคลื่อนไหวได้ผลย่อมหมายถึง กองทัพขาดกำลังพลไป 1 ผลัด ตัวเลขกำลังพลก็จะเหลือเพียง 75 เปอร์เซ็นต์ของกำลังพลจริง
นั่นคือเป้าประสงค์ของแกนนำเสื้อแดงที่ต้องการประวิงเวลารอให้ถึงวันที่ 1 พฤษภาคม !?!
อย่างไรก็ดีปฏิบัติการที่ดูเหมือนลุแก่อำนาจครั้งนี้ แม้ว่า พล.ต.ต.อรรถกฤษณ์ ธารีฉัตร รอง ผบช.ภ.4 จะออกมาบอกว่าไม่ต้องการดำเนินคดี เพราะไม่ต้องการให้สถานการณ์บานปลาย แต่อีกทางหนึ่งผู้รักษากฎหมายหลายคนก็มองว่า เป็นการกระทำผิดตัวบทกฎหมายหลายฉบับ
ทั้งนี้ พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ.2535 มาตรา 39 บัญญัติว่าห้ามมิให้ผู้ใดปิดกั้นทางหลวง หรือวางวัตถุแหลม มีคม หรือนำสิ่งใดมาขวาง หรือวางบนทางหลวง หรือกระทำการด้วยประการใดๆ บนทางหลวงในลักษณะที่อาจเกิดอันตรายหรือเสียหายแก่ยานพาหนะหรือบุคคล ผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสศาลอาญา ให้ความเห็นเกี่ยวกับข้อกฎหมายของคนเสื้อแดงขอนแก่นว่า เจ้าพนักงานตำรวจสามารถดำเนินการกับกลุ่มคนเสื้อแดงได้ตาม พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องได้เลย หากไม่ดำเนินการก็อาจมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ได้ ส่วนผู้ถูกกระทำก็คือทหารถือเป็นความผิดส่วนตัว สามารถดำเนินคดีในความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพและชื่อเสียงได้ เพราะหลักฐานค่อนข้างชัดเจน
สำหรับความผิดของคนเสื้อแดงตามกฎหมายอาญาที่เห็นได้ชัด คือ ตามมาตรา 309 ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพย์สิน โดยใช้กำลังประทุษร้าย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าความผิดตามวรรคแรกกระทำโดยมีอาวุธ หรือร่วมกระทำผิดตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 310 ผู้ใดหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่น หรือทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา 310 ทวิ ผู้ใดหน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นหรือทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และให้ผู้อื่นนั้นกระทำการใดให้แก่ผู้กระทำหรือบุคคลอื่น ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาท



