ข่าว

ไม้ตาย"อัยการศึก"ทหารเล็งใช้ลุยแดง

ไม้ตาย"อัยการศึก"ทหารเล็งใช้ลุยแดง

21 เม.ย. 2553

ทหารเล็งใช้ "อัยการศึก" ชี้อาวุธเพียบทั้งระเบิดขว้าง-ระเบิดเพลิง-ไม้แหลม-น้ำกรด นายกฯ ปัดตอบ "อัยการศึก" ชี้หน้าที่ทหาร "สรรเสริญ"แจงถ้าแดงใช้อาวุธสงครามทหารมีสิทธิ์ยิงสู้ แฉแดงเตรียมพลุ-บั้งไฟ-อิฐบล็อกทำร้ายทหาร ครม.ตั้ง "ภรรยาพ.อ.ร่มเกล้า"ที่ปรึกษานา

 จากบทเรียนในการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เมษายน ซึ่งมีกลุ่มก่อการร้ายแฝงตัวอยู่ ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) จึงได้ปรับยุทธวิธีการขอคืนพื้นที่แยกราชประสงค์อย่างรอบคอบเพื่อให้เกิดความสูญเสียต่อทหารและประชาชนน้อยที่สุด

 พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. แถลงหลังการประชุม ศอฉ. เมื่อเวลา 09.00 น. ที่มี พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมมีการทบทวนการปฏิบัติงานหลังจากเมื่อวันที่ 19 เมษายน ได้เรียกผู้บังคับการกรม และผู้บังคับกองพัน มารับทราบการปฏิบัติงานในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ความวุ่นวายของคนเสื้อแดง

 "จากการทบทวนรายงานข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมทั้งส่วนกลางและเจ้าหน้าที่ที่ลงพื้นที่รายงานตรงกันว่า กลุ่มก่อการร้ายที่แฝงตัวอยู่ได้เตรียมระเบิดขว้าง ระเบิดขวด ไม้เหลาแหลม ทั้งชนิดถือ และแบบยิง ไม้ตอกตะปู น้ำกรด" พ.อ.สรรเสริญ กล่าว

 พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ทหาร ตำรวจจะต้องปรับแนวทางการปฏิบัติ จากเดิมที่จะต้องปฏิบัติตามกฎการใช้กำลัง 7 ขั้นตอน ในการป้องกันชีวิตเจ้าหน้าที่ วันนี้จะต้องปรับคือการปฏิบัติหน้าที่ของทหาร ตำรวจจะต้องอยู่ห่างจากกลุ่มผู้ชุมนุม 30-40 หลา เพื่อความปลอดภัย 

ย้ำถ้าใช้อาวุธสงครามทหารมีสิทธิ์ยิงสู้

 "เบื้องต้น การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่จะยิงด้วยแก๊สน้ำตา เพื่อป้องกันผู้ชุมนุมบุกรุกแนวสกัดกั้นเข้ามายังเจ้าหน้าที่ ศอฉ.ยืนยันว่า การดำเนินการจะทำในขั้นตอนจากเบาไปหาหนัก แต่ถ้าไม่สามารถสกัดกั้นกลุ่มผู้ชุมนุมได้ ก็จำเป็นจะต้องปฏิบัติการในลักษณะความเฉียบขาดเพื่อปกป้องชีวิตของเจ้าหน้าที่ ป้องกันไม่ให้สูญเสีย หากตรวจพบกลุ่มก่อการร้ายที่มีอาวุธสงครามอยู่ด้านหลัง และจะยิงทำร้ายผู้ชุมนุม หรือเจ้าหน้าที่ หากเจ้าหน้าที่ทหารมองเห็นก็จะใช้อาวุธยับยั้งสิ่งเหล่านี้ให้ได้ทันที" โฆษก ศอฉ. กล่าว

 ทั้งนี้ ศอฉ.ประเมินว่ากลุ่มผู้ชุมนุมที่บริเวณราชประสงค์ ประมาณ 1.5 -1.6 หมื่นคน ซึ่ง 30% เป็นคนต่างจังหวัด อีก 70% คือคนกรุงเทพฯ และปริมณฑล

 ส่วนบรรยากาศในย่านสีลม ประชาชนยังคงเดินทางมาทำงานตามปกติ มีการนำดอกไม้ ขนม และน้ำ แวะเวียนมาให้กำลังใจแก่ทหารอย่างต่อเนื่องจนรับประทานกันไม่หมด ต้องกองเอาไว้ข้างถนนเป็นจำนวนมาก บ้างก็ถ่ายรูปกับทหารไว้เป็นที่ระลึก อย่างไรก็ตาม การเดินทางมาทำงานของผู้ที่ต้องผ่านพื้นที่ชุมนุมเป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะถูกการ์ดคนเสื้อแดงขอตรวจค้นกระเป๋าอย่างเข้มงวด ส่วนผู้ที่นำรถจักรยานยนต์ หรือรถยนต์มาทำงานก็จะถูกขอเปิดเบาะ และกระโปรงหลัง สร้างความหงุดหงิดและมีการกระทบกระทั่งกันหลายครั้ง

แฉแดงเตรียมพลุ-บั้งไฟ-อิฐบล็อกทำร้ายทหาร

 ต่อมา โฆษก ศอฉ. แถลงผลการประชุมเมื่อเวลา 19.00 น. ว่า มีการพูดถึงเรื่องความพยายามของกลุ่มคนเสื้อแดงบางส่วนที่พยายามสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้นในสังคม มีการรื้อถอนอิฐบล็อกซีเมนต์ นำมาฟาดกับพื้นให้เป็นก้อนอิฐเท่ากำมือไว้ทำร้ายเจ้าหน้าที่ในกรณีที่จะมีการเคลื่อนพล และได้รับรายงานจากหน่วยรอบพื้นที่ว่า ผู้ชุมนุมจะจุดพลุตะไลขึ้นไปหวังทำให้เกิดอันตรายต่อเฮลิคอปเตอร์ และตรวจพบบั้งไฟขนาดกว้าง 2 นิ้ว ยาว 2-3 เมตร จำนวนมาก ซึ่งการจุดบั้งไฟบริเวณราชประสงค์หวังสร้างความลำบากให้แก่เจ้าหน้าที่ที่ใช้อากาศยาน อย่างไรก็ตาม เราไม่วิตกว่าอากาศยานจะถูกบั้งไฟ แต่กลัวว่าผู้ชุมนุมจะได้รับอันตราย หากโดนสะเก็ดไฟตกลงมาใส่ตาข่ายที่เป็นเชื้อวัตถุไวไฟแล้วจะดูไม่จืด

 ส่วนกรณีที่คนเสื้อแดงจะเคลื่อนไปสีลม พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า เรามีทหารที่ตั้งจุดตรวจสกัดอยู่ ซึ่ง ผบ.หน่วยจะต้องมาดูแล เพราะกลุ่มผู้ชุมนุมมีอาวุธหลากหลายชนิด ขอเน้นย้ำว่า วันนี้เจ้าหน้าที่มีความพร้อมแล้วที่จะปฏิบัติภารกิจที่บังคับใช้ตามกฎหมาย อยู่ที่สถานการณ์ความเหมาะสมจะบีบบังคับเจ้าหน้าที่ขนาดไหน ขณะนี้รอแค่วันเวลาเหมาะสม

กองทัพเตรียมใช้ "กฎอัยการศึก"

 แหล่งข่าวจากศอฉ.เปิดเผยว่า หลังจากพบว่ากลุ่มคนเสื้อแดงสะสมอาวุธไว้เป็นจำนวนมาก แต่การตรวจค้นที่ชุมนุมเพื่อตรวจยึดอาวุธดังกล่าวคงกระทำได้ยาก เพราะจะนำไปสู่การปะทะกับผู้ชุมนุม ดังนั้น ที่ประชุม ผบ.เหล่าทัพ จึงได้มีการหารือเกี่ยวกับการออกกฎอัยการศึก ขอควบคุมพื้นที่แยกราชประสงค์ เพื่อใช้ในการสลายการชุมนุมที่มีอาวุธและกลุ่มก่อการร้ายแฝงตัวอยู่

มาร์คยันต้องแก้ปัญหาให้ได้

 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการแก้ไขปัญหาในปัจจุบันว่า ข้อเรียกร้องของประชาชนที่เป็นความเดือดร้อน และความเป็นธรรม รัฐบาลต้องเดินหน้าแก้ไข ส่วนที่เป็นปัญหาด้านการเมือง รัฐบาลไม่เคยปิดกั้นตั้งแต่การเจรจา ซึ่งฝ่ายการเมืองต้องพิจารณาร่วมกันต่อไป แต่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับก่อการร้ายหรือวาระที่อาจไปไกลถึงเรื่องการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็ดี เรามีความจำเป็นต้องแก้ไขโดยร่วมกันทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายการเมืองและความมั่นคง

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงแนวทางแก้ไขปัญหาการชุมนุมว่า "รัฐบาลจะต้องแก้ไขปัญหาให้ได้ เพราะถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องทำ มีความมุ่งมั่น และตั้งใจที่จะทำ ผมได้ขอความร่วมมือจากประชาชนว่า การปฏิบัติงาน เจ้าหน้าที่มีแผนและกำหนดแนวทางต่างๆ อยู่ ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการเห็นผลค่อนข้างเร็ว แต่ต้องคำนึงถึงความเสียหายกับความสำเร็จที่จะเกิดขึ้น ดังนั้น ขอยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้นิ่งนอนใจ จะพยายามทำให้ดีและเร็วที่สุด ขอให้โอกาสเจ้าหน้าที่ และไม่อยู่ภายใต้การกดดันมากเกินไป"

ปัดตอบใช้อัยการศึก-ชี้หน้าที่กองทัพ

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงเชื่อมั่นว่าจะสามารถรับมือกลุ่มก่อการร้ายที่มีการยกระดับขึ้นมาได้ คนส่วนใหญ่ของประเทศต้องการจะรักษาระบบ และต้องการรักษาความเป็นบ้านเมืองที่มีขื่อมีแปไว้ให้ลูกหลาน
 
 เมื่อถามว่า สถานการณ์ขณะนี้จำเป็นต้องยกระดับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นกฎอัยการศึกหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นการตัดสินใจของกองทัพ เพราะผู้มีอำนาจตามกฎอัยการศึกเป็นกองทัพ ทั้งนี้ ไม่มีความจำเป็นต้องขยาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ในพื้นที่ต่างจังหวัด แต่การทำงานในต่างจังหวัดมีการติดตามอยู่ โดยเฉพาะกอ.รมน.เป็นผู้ติดตามสถานการณ์การเคลื่อนไหวในต่างจังหวัดที่อาจเชื่อมโยงกับการชุมนุม

"ปณิธาน”แจง 4 ปัจจัยหลักสลายม็อบ

 นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติราชการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จำนวนยอดผู้ชุมนุมขณะนี้ยอมรับว่ามีเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม เรื่องจำนวนไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในการขอพื้นที่คืน แต่สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึง คือ 1.การแยกตัวผู้ก่อการร้าย 2.การแยกตัวแกนนำที่มีหมายจับ 3.ผู้ชุมนุมที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องได้รับการคุ้มครองความปลอดภัย และ 4.ต้องคำนึงถึงอาคาร สถานที่ต่างๆ รอบพื้นที่ชุมนุมที่จะต้องได้รับความปลอดภัย ซึ่งการสลายการชุมนุมต้องกระทำทั้ง 4 ข้อนี้ไปพร้อม ๆ กัน

"ภรรยาพ.อ.ร่มเกล้า"ที่ปรึกษานายกฯ

 นายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ครม.มีมติอนุมัติเพื่อรับโอน นางนิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม ผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง (อำนวยการระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นภรรยาของ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม รองเสธ.พล.ร.2 รอ. ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุปะทะเมื่อวันที่ 10 เมษายน มาดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ ฝ่ายข้าราชการประจำด้านสังคม กลุ่มงานยุทธศาสตร์ และการวางแผน สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี

 นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ครม.อนุมัติแต่งตั้งเพิ่มเติมกรรมการ ศอฉ. โดยให้ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เป็นกรรมการ ศอฉ.ด้วย

 

ปชป.ชี้แดงฆ่าแดงเพื่อโยนผิดให้รัฐบาล

 เมื่อเวลา 19.00 น.ที่พรรคประชาธิปัตย์  นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังการประชุมส.ส.พรรคว่า เป็นการประชุมครั้งแรกตั้งแต่เหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เม.ย. โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคฯได้เข้าร่วมประชุมด้วย โดยพรรคได้รับทราบสถานการณ์ของบ้านเมืองละเห็นถึงการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นว่า มีกองกำลังที่ใช้อาวุธสงครามในการก่อการร้าย และมีหลักฐานยืนยันอย่างชัดเจนว่าการดำเนินการดังกล่าว เกี่ยวกับผู้ที่รู้เห็นเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นยุทธศาสตร์ แดงฆ่าแดงเพื่อที่จะเตรียมการโยนความผิดและความรับผิดชอบให้แก่รัฐบาล เพื่อหวังสร้างความเปลี่ยนแปลงในวันที่ 11 เม.ย. ในขณะเดียวกันได้ทราบถึงความพยายามที่จะบิดเบือนสาเหตุของความรุนแรงและการเสียชีวิตทั้งของเจ้าหน้าที่และประชาชน หลังวันที่ 10 เม.ย.อย่างเป็นระบบและใช้สื่อมวลชนในการปลุกระดมเพื่อหวังจะสร้างความขัดแย้ง บนพื้นฐานของความสูญเสีย

 นพ.บุรณัชย์ กล่าวอีกว่า พรรคยังได้รับทราบรายงนของการเคลื่อนไหวที่มีหลายส่วนมุ่งเน้นไปสู่การเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองและระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข หน้าที่ของรัฐบาลในวันนี้ได้รับความมั่นใจจากสังคมเป็นส่วนใหญ่ที่ต้องการเห็นบ้านเมืองยืนอยู่ในแนวทางของความถูกต้อง และอยู่บนพื้นฐานของการรักษาชาติบ้านเมืองให้คงอยู่ต่อไป ส.ส.ได้ยืนยันในเอกภาพในเขตของส.ส.ทุกคนในการทำงานของรัฐบาลทั้งในการตัดสินใจ และแนวทางในการยึดหลักในการหลีกเลี่ยงความรุนแรงและการสูญเสีย บนพื้นฐานการอดกลั้นจนถึงที่สุด ยึดหลักกฎหมายและการดำเนินการภายใต้กรอบของกฎหมาย และพร้อมที่จะดำเนินการเพื่อประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก และพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการเจรจาโดยไม่ยึดติดกับการรักษาอำนาจ และเสียสละความเป็นรัฐบาลตามวาระที่มีอยู่เพื่อที่จะหาทางออกให้แก่บ้านเมือง แต่ความพยายามดังกล่าวนั้นไม่ได้รับการตอบสนองจากผู้ที่เคลื่อนไหวทางการเมือง เป็นที่มาของเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เม.ย.ในเวลาต่อมา

 นพ.บุรณัชย์ กล่าวว่า พรรคได้รับทราบการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐบาลในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะแกนนำกับพรรคร่วม โดยประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล ได้รายงานถึงเอกภาพในการทำงานระหว่างรัฐบาลกับพรรคร่วมทุกพรรคที่ยืนยันถึงภาระกิจและความรับผิดชอบที่มีต่อประเทศชาติและประชาชนในการรักษาความสงบเรียบร้อยทั้งการดำเนินการตามกฎหมาย การจับกุมผู้กระทำผิด และการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง โดยมีการศึกษาถึงแนวทางจากวิกฤติทางการเมืองโดยการดำเนินการในช่องทางต่างๆ ทั้งการเจรจาในการหาโอกาสที่จะมีการพิจารณากระบวนการดังกล่าวในกระบวนการรัฐสภา โดยทางพรรคได้รับทราบแนวทางของรัฐบาลที่ขอความร่วมมือไปยังพรรคร่วมทุกคน เพื่อที่จะนำเหตุการความขัดแย้งและความรุนแรงเข้าสู่การพิจารณาของสภาโดยคำขอของคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติในมาตราที่ 179 ในการเปิดอภิปรายทั่วไปของทั้งสองสภา โดยไม่มีการลงมติซึ่งสามารถทำให้การดำเนินการทั้งในส่วนของวุฒิสภา ในการที่จะขอเปิดอภิปรายในส่วนของรัฐบาล และในส่วนของพรรคร่วม รัฐบาลและฝ่ายค้านในการที่จะเสนอญัติเข้าสู่สภา โดยจะมีการกำหนดวันและเวลาที่ทุกฝ่ายมีความพร้อมในการที่จะให้กระบวนการแก้ไขเข้าสู่รัฐสภา

 นพ.บุรณัชย์ กล่าวด้วยว่า เรื่องของการที่จะหาทางออกในการปฏิรูปการเมืองและแก้รัฐธรรมนูญซึ่งทางรัฐบาลมีการหยิบยกประเด็นข้อเสนอที่ได้มีการพูดคุยกันไว้ว่าจะหากระบวนการที่เป็นทางออกของวิกฤตินั้น พรรคได้รับรู้ถึงความกังวลและข้อห่วงใยของพรรคร่วม ได้มีการอภิปรายและถามความเห็นของสมาชิก โดยมีการลงมติเป็นเอกฉันท์ให้มอบอำนาจให้แก่หัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคในการหารือร่วมกันกับพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคว่า แนวทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นสามารถที่จะปฏิบัติได้ในกรอบใดที่จะทำให้สังคมสามารถที่จะมองเห็นว่าเป็นการกระทำเพื่อแก้ไขสถานการณ์ของบ้านเมืองในโอกาสต่อไป

 ด้านนพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า นายสุเทพได้วิเคาะห์สถานการณ์การเมืองให้สมาชิกพรรคฟัง เพราะเกรงว่าสมาชิกจะไม่เข้าใจเกี่ยวกับการแต่งตั้งพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.มาเป็นหัวหน้า ศอฉ. ซึ่งนายสุเทพยังมีหน้าที่รับผิดชอบใน 3 เรื่องคือ 1. รับผิดชอบในตำแหน่งผอ.ศอฉ. เพือแก้ไขปัญหาของ ศอฉ. 2. ผู้กำกับการในส่วนของเจ้าหน้าที่และผู้ปฏิบัติการ 3. ตำแหน่งหัวหน้าปฎิบัติการพิเศษ ซึ่งหลังจากวันที่ 10 เม.ย.ที่มีการปะทะกัน เนื่องจากภาพที่เกิดขึ้นมีกองกำลังติดอาวุธเข้ามายิงทั้งเสื้อแดงและทหารก็เท่ากับว่ามีกลุ่มผู้ก่อการร้ายเกิดขึ้นในกลุ่มผู้ชุมนุม ดังนั้นนายกฯจึงแต่งตั้งพล.อ.อนุพงษ์ขึ้นมาดูในส่วนนี้ ซึ่งภารกิจหลักของหัวหน้าศอฉ.คือการจับกุมแกนนำ การจับกุมผู้ก่อการร้ายและต้องยึดอาวุธที่กลุ่มเสื้อแดงยึดไปกลับคืนมาให้ได้ เพราะรัฐบาลต้องการแยกปลาออกจากน้ำ ทั้งนี้ถือว่ามวลชนและประชาชนเป็นผู้บริสุทธิ์ ซึ่งแกนนำนปช.เป็นผู้สร้างความเสียหาย

 นพ.วรงค์กล่าวอีกว่า การปฏิบัติการในครั้งนี้มีข้อจำกัด สิ่งที่ประชาชนข้องใจว่าเหตุใดไม่จัดการกับเสื้อแดงเสียทีเป็นเพราะรัฐบาลเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย ซึ่งมีปฏิบัติการที่เหี้ยมโหดคือแดงฆ่าแดงเกิดขึ้นจริง จึงทำให้มีข้อจำกัดในการปฏิบัติหน้าที่คือ ม็อบเสื้อแดงเป็นม็อบที่ขาดคุณธรรม เวลาเกิดเหตุอันตรายเกิดขึ้นก็จะใช้ประชาชนมาบังหน้าโดยใช้ผู้หญิง เด็ก เป็นกำแพง นอกจากนี้มีประชาชนบางกลุ่มต้องการกดดันให้รัฐบาลกำหนดกรอบเวลาให้รัฐบาลทำงาน ซึ่งอยากฝากไปยังประชาชนว่า การกำหนดกรอบเวลาให้รัฐบาลทำงานจะทำให้รัฐบาลทำงานได้ยากขึ้น ทั้งนี้นายกฯและนายสุเทพได้สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนแล้วว่าจะปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด

 นพ.วรงค์กล่าวว่า หลังจากเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย.นายสุเทพได้เดินสายพบพรรคร่วมรัฐบาลถึงเรื่องการแก้ไข รธน.ว่าควรจะทำอย่างไรบ้าง ซึ่งพรรคร่วมเห็นตรงกันว่ามีทางออก 3 ทางคือ 1. มีการหารือว่าต้องยุบสภาหรือไม่ ซึ่งที่ประชุมพรรคร่วมเห็นตรรรงกันว่าถ้ารัฐบาลยุบสภาก็ถือว่าเราแพ้ เพราะการยุบสภาไม่ถือเป็นทางออกของปัญหา เนื่องจากนายกฯ ได้ระบุว่าหากยุบสภาในขณะที่ยังไม่ได้แก้ไขกติกาไม่สามารถทำให้ความสมานฉันท์เกิดขึ้นได้ก็อาจะนำไปสู่สงครามกลางเมืองระหว่างการเลือกตั้ง 2. สำหรับข้อเสนอที่ให้นายกฯ ลาออกซึ่งมติพรรคร่วมเห็นตรงกันว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะเชื่อว่าหากนายกฯลาออกตอนนี้จะทำให้เม็ดเงินไหลมากขึ้น เนื่องจากมีการซื้อตัวส.ส. และ 3. ทุกพรรคการเมืองร่วมกันผนึกกำลังเพื่อนำพาประเทศให้พ้นวิกฤต

 ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนหน้านี้พรรคประชาธิปัตย์เคยมีมติโหวตไม่ร่วมแก้รัฐธรรมนูญแต่วันนี้กลับมีมติให้เจรจากับพรรคร่วม ถือว่าเป็นการกลับลำโดยไม่มีจุดยืนหรือไม่ นพ.บุรณัชย์ กล่าวว่า พรรคมองว่าเป็นเรื่องที่สามารถพูดคุยกันได้ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีการพูดถึงกระบวนการดังกล่าวถ้าทุกพรรคมีมติว่ากรอบการแก้ไขจะออกไปทางใดก็ปล่อยให้ทั้งสองคนตัดสินใจได้เลย โดยไม่จำแนต้องนำกลับขอมติที่ประชุมพรรคอีก อย่างไรก้ตามยืนยันว่าไม่ใช่ต้องการเอาใจพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อต่ออายุรัฐบาล ส่วนกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงไม่ได้เรียกร้องเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น นพ.บุรณัชย์กล่าวว่า นายอภิสิทธิ์เคยยอมรับว่า หากการแก้ไขมีประเด็นที่สังคมยอมรับได้ ก็พร้อมที่จะรับฟัง