ข่าว

ทะลุกรอบคิดพิชิตปัญหาอาชญากรรม

ทะลุกรอบคิดพิชิตปัญหาอาชญากรรม

21 เม.ย. 2553

"แจ้งความไปก็เท่านั้น จับไม่ได้หรอก" คำพูดที่แสดงอาการปลงและยอมรับชะตากรรมของชาวบ้านในชุมชนที่ดิฉันมักได้ยินบ่อยๆ เกิดขึ้นจากกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันว่า เมื่อมีอาชญากรรมเกิดขึ้นโอกาสที่ตำรวจจะจับผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีให้ได้รับโทษหรือชดใช้ค่าเ

 จะไปไหนก็ต้องฝากบ้านไว้กับตำรวจ ถ้าวันใดขี่รถอยู่แต่คิดอยากจะดื่มเหล้าก็จะต้องฝากรถไว้กับตำรวจ คิดเลยเถิดไปถึงขั้นควรที่จะฝากเหล้าไว้กับตำรวจด้วย วิธีการเช่นนี้สะท้อนวิธีคิดที่อยู่เบื้องหลังว่าผู้คนในสังคมปัจจุบันนี้ไม่สามารถดูแล ควบคุม บังคับตัวเองได้เลย หากต้องการความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตจะต้องฝากทุกๆ อย่างไว้กับตำรวจเท่านั้น? ตำรวจไทยสามารถเป็นความหวังที่พึ่งพิงได้มากมายขนาดนั้นจริงหรือ? ในเมื่อคดีต่างๆ ที่ชาวบ้านไปแจ้งความไว้ยังมีสถานะเป็นเพียงหมายจับค้างเก่าที่มีอยู่มากมายแทบทุกสถานีตำรวจ คดีเก่ายังเคลียร์ไม่หมด คดีใหม่เกิดขึ้นตามมาเป็นระลอกถาโถมภาระและท้าทายตำรวจไทยให้พิสูจน์ฝีมือและศักยภาพ ถึงแม้ว่าจะมีการจัดตั้งอาสาสมัครตำรวจเข้ามาทำงานร่วมกัน แต่วิธีคิดที่ติดกรอบทำให้บทบาทที่แท้จริงของชาวบ้านก็ยังคงเป็นเพียงผู้ที่ทำหน้าที่ช่วยเหลือการปฏิบัติงานของตำรวจ ปฏิบัติงานตามคำสั่ง ตามวิธีการของตำรวจ ไม่ได้มีส่วนร่วมอย่างจริงจังและจริงใจในทุกขั้นตอนตลอดกระบวนการ ตัวชี้วัดความสำเร็จของการเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับตำรวจ ทำเพียงการนับจำนวน ชาวบ้านที่เข้ามาร่วมเป็นอาสา มิได้มุ่งเน้นที่เนื้อหาและผลลัพธ์ของกระบวนการมีส่วนร่วม

 "พลังประชาชนคือหัวใจสำคัญของการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม" ด้วยวิธีคิดเช่นนี้สะท้อนให้เห็นทางออกที่สำคัญในการลดปริมาณและความรุนแรงของอาชญากรรมลงอย่างยั่งยืน ดร.สีลาภรณ์ บัวสาย ผู้อำนวยการฝ่ายชุมชนและสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับปัญหาอาชญากรรมในสังคมไทยที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และต้องการสร้างองค์ความรู้ใหม่ผ่านกระบวนการนำพลังมวลชนเข้ามามีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนกับตำรวจมืออาชีพในการทำหน้าที่ร่วมกันป้องกันและลดปัญหาอาชญากรรมในชุมชนของตนเองไม่หวังเพียงการพึ่งพาหรือพึ่งพิงตำรวจ

 นักวิชาการจับมือกับนายตำรวจใหญ่ พล.ต.ต.โกสินทร์ หินเธาว์ ชักชวนตำรวจมืออาชีพจาก 10 จังหวัด เปลี่ยนกระบวนทัศน์ปรับวิธีการทำงานป้องกันและลดปัญหาอาชญากรรมผ่านกระบวนการร่วมกันสร้างความสัมพันธ์กับภาคีเครือข่ายเพื่อเชื่อมโยงพลังมวลชน ให้เริ่มต้นจากการร่วมกันค้นหาประเด็นปัญหาอาชญากรรมที่สำคัญในพื้นที่ ระดมความคิด ร่วมแรงร่วมใจในการหาแนวทางการปฏิบัติเพื่อลดปัญหาอาชญากรรมในชุมชนของตน มุ่งเน้นการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่หวังสร้างต้นแบบการป้องกันอาชญากรรมที่แตกต่างกันตามบริบทของพื้นที่ ตัวชี้วัดที่จะสะท้อนให้เห็นถึงวิธีคิดและวิธีการที่เดินมาถูกทางคือสถิติอาชญากรรมที่จะต้องลดลง ชัยนาท อุบลราชธานี นครปฐม นครราชสีมา นครพนม นครศรีธรรมราช สงขลา ชลบุรี นครสวรรค์ และกรุงเทพมหานคร คือ 10 จังหวัดนำร่องในการพัฒนาเครือข่ายสายสัมพันธ์ระหว่างตำรวจกับประชาชนให้เกิดพลังในการพิทักษ์สันติราษฎร์ในชุมชนของตนเอง 

 ความกระตือรือร้นของประชาชนที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพิทักษ์ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของคนชุมชน โดยไม่หวังเพียงจะพึ่งพิงตำรวจจนขาดสำนึกของความเป็นเจ้าของชุมชน ท้าทายตำรวจไทยให้เกิดความละอายใจเกินกว่าที่จะปล่อยให้ประชาชนชาชินอยู่กับความรู้สึกว่ามีตำรวจก็เหมือนไม่มี มิเช่นนั้นคำกล่าวที่ว่า "ตำรวจอยู่ไหนประชาอุ่นใจทั่วกัน" คงต้องถูกตั้งคำถามและยึดคืน!

 ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข