
DSIตั้งปปง.เป็นพนง.สอบคดีก่อการร้าย10เม.ย.
ดีเอสไอตั้งปปง.เป็นพนักงานสอบสวนคดีก่อการร้าย 10 เม.ย.ปิดช่องไร้อำนาจตามกฎหมาย เดินเครื่องสอบเงินต้องสงสัย ด้านศอฉ.เล็งส่งพยานให้การเพิ่มเติม
(20เม.ย.) นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีพิเศษคดีการกระทำความผิดทางอาญากรณีก่อการร้ายเหตุการณ์ 10 เมษายน เปิดเผยว่า การสอบปากคำพยานบุคคลในส่วนของเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อเปิดคดีก่อการร้าย ขู่บังคับรัฐบาล ทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่รัฐทั้งที่บาดเจ็บและเสียชีวิต และคดีการกระทำต่ออาวุธยุทธภัณฑ์ ซึ่งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) ส่งตำรวจและทหารรวม 5 นาย ซึ่งรับผิดชอบด้านการข่าวและยุทธการ มาให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวน แต่พนักงานสอบสวนยังได้ข้อมูลไม่ครบถ้วน เพราะพยานทั้ง 5 ปาก ไม่ได้รับรู้เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายในวันที่ 10 เม.ย. ที่ผ่านมา จึงให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนได้เป็นส่วนๆ การสอบสวนจึงต้องขยายผลไปยังพยานปากอื่นๆ เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดมาประมวลเป็นภาพใหญ่ โดยศอฉ.จะส่งเจ้าหน้าที่ซึ่งรับผิดชอบในส่วนอื่นๆมาให้การเป็นพยานเพิ่มเติมในวันที่ 21 เม.ย.
ผู้สื่อข่าวถามถึงการตรวจสอบธุรกรรมการเงินต้องสงสัยที่ถูกนำมาสนับสนุนการก่อการร้าย นายธาริต กล่าวว่า ขณะนี้แม้ว่าสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) จะไม่มีอำนาจตรวจสอบทรัพย์สินเนื่องจากไม่มีคณะกรรมการธุรกรรมและเลขาธิการป.ป.ง. ดีเอสไอจึงใช้อำนาจตามกฎหมายแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ป.ป.ง.เป็นพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้มีอำนาจตรวจสอบธุรกรรมการเงินต้องสงสัยตามกฎหมายสอบสวนคดีพิเศษ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ได้จากการสืบสวนยังเป็นเพียงข้อพิรุธที่ต้องสอบสวนหาหลักฐานที่หนักแน่น เพราะไม่สามารถใช้เพียงข้อมูลการข่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงการอำนาจในการดักฟังโทรศัพท์ นายธาริต ยอมรับว่า กฎหมายสอบสวนคดีพิเศษให้อำนาจในการดักฟังโทรศัพท์และเข้าถึงข้อมูลทางอิเลคทรอนิกส์ แต่ดีเอสไอยังไม่ได้ใช้อำนาจดังกล่าว หากดีเอสไอจะทำการดักฟังโทรศัพท์จะต้องขออนุมัติจากศาลก่อนทุกครั้ง และจะดักฟังได้ภายในระยะเวลากำหนดเท่านั้น



