ข่าว

ปลื้มพระมหากรุณาธิคุณช่วยค่ารักษาเหตุ10เม.ย.

ปลื้มพระมหากรุณาธิคุณช่วยค่ารักษาเหตุ10เม.ย.

20 เม.ย. 2553

ทายาทผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากเหตุ 10 เม.ย. นำหลักฐานเข้ารับพระราชทานเงินช่วยเหลือ ต่างปลาบปลื้มซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของสองพระองค์เป็นล้นพ้น

 จากสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง จนนำไปสู่การปะทะกันเมื่อวันที่ 10 เมษายน ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 25 ราย และได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ด้วยน้ำพระราชหฤทัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ ค่ารักษาพยาบาลแก่ผู้บาดเจ็บ และค่าใช้จ่ายในการศพแก่ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว

 เมื่อวันที่ 19 เมษายน ตั้งแต่เวลา 08.30-16.00 น. ณ ห้องประชุม 2 อาคารสำนักพระราชวัง ในพระบรมมหาราชวัง สำนักพระราชวังได้เปิดให้ทายาทผู้เสียชีวิต และผู้ได้รับบาดเจ็บ นำหลักฐานมาติดต่อขอรับเงินพระราชทานที่กองคลัง สำนักพระราชวัง ในพระบรมมหาราชวัง กรณีผู้เสียชีวิต ทายาทติดต่อขอรับเงินพระราชทานรายละ 5 หมื่นบาท

 กรณีบาดเจ็บและนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล แบ่งเป็น 1.กรณีเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลและกลับบ้านแล้ว ให้นำหลักฐานคือ ใบรับรองแพทย์ สำเนาบัตรประชาชนผู้บาดเจ็บพร้อมลายมือชื่อในการมอบอำนาจ และสำเนาบัตรประชาชนผู้รับเงิน มาติดต่อที่สำนักพระราชวัง เพื่อรับเงินพระราชทานช่วยเหลือระหว่างพักรักษาตัว และกรณีที่ 2 คือ กรณีที่ผู้บาดเจ็บยังพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล ทางสำนักพระราชวังจะติดต่อกับทางโรงพยาบาลที่ทำการรักษาโดยตรง ส่วนกรณีที่บาดเจ็บแต่ไม่ได้นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล หากมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ให้นำใบเสร็จรับเงินมาติดต่อขอเบิกได้ที่สำนักพระราชวัง

 บรรยากาศการมารับเงินพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์ครั้งนี้ พบว่า น.ส.บุญธาริกา แตงเพชร บุตรสาวของนายสมิง แตงเพชร ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว เดินทางมารับเงินพระราชทาน พร้อมด้วยพระบรมฉายาลักษณ์คู่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เมื่อครั้งเสด็จออกมหาสมาคม ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม เมื่อวันที่  9 มิถุนายน 2549  ขนาด 8 คูณ 12 นิ้ว

 นายธีรศักดิ์ กิตติศักดิ์ ชูชัย ชาวกรุงเทพฯ วัย 47 ปี ได้รับบาดเจ็บมีบาดแผลบริเวณศีรษะ กล่าวว่า ได้ไปสังเกตการณ์และได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ครั้งนั้น จึงเข้ารักษาที่โรงพยาบาล 2 วัน การได้รับเงินพระราชทานช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาลครั้งนี้ มีความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถอย่างมาก ว่าพระองค์ทรงห่วงประชาชนและตั้งใจจะเก็บเงินไว้บูชาบนหิ้ง จะไม่นำมาใช้เพราะเป็นเงินพระราชทานที่มีค่าทางจิตใจ

 นายถาวร คำน้อย ชาวจังหวัดร้อยเอ็ด วัย 56 ปี อาชีพทำนา กล่าวว่า มารับเงินพระราชทานค่าใช้จ่ายในการศพ นายเกรียงไกร คำน้อย ลูกชายคนที่ 3 อายุ 23 ปี ตอนที่ทราบข่าวก็ตกใจ แต่การได้รับพระราชทานความช่วยเหลือเป็นเงินพระราชทานนั้น มีความรู้สึกภูมิใจและดีใจ ซาบซึ้งใจที่ในหลวงทรงดูแลประชาชน พระองค์ไม่ทรงทอดทิ้งประชาชนทุกคน ตั้งใจว่าจะนำเงินไปใช้ทำบุญอุทิศกุศลให้ลูกชายที่เสียชีวิตไป

 พลทหารธานี วิเวกานนท์ วัย 23 ปี ชาวสมุทรปราการ สังกัดกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์ (ป.พัน.1 รอ.) กล่าวว่า ได้รับบาดเจ็บที่มือซ้ายนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลพระมงกุฎ 1 คืน การได้รับเงินพระราชทานความช่วยเหลือค่ารักษาครั้งนี้ รู้สึกดีใจปลาบปลื้มหาที่สุดมิได้ แต่ก็มีความรู้สึกอีกด้านหนึ่งว่า อยากให้บ้านเมืองสงบเร็วๆ เพราะทุกคนเป็นคนไทยเหมือนกัน และมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นดั่งหลักสำคัญให้แก่ทุกคน ไม่อยากเห็นคนไทยทำร้ายกันเอง

 ทั้งนี้ ตลอดวันที่ 19 เมษายน มีทายาทผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ นำหลักฐานมาติดต่อ ขอรับเงินพระราชทาน โดยเป็นทายาทผู้เสียชีวิตนำหลักฐานมาติดต่อจำนวน 8 ราย ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บมีจำนวน 16 ราย

 ด้านนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รมว.สาธารณสุข ในฐานะประธานศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุขในภาวะฉุกเฉินระดับชาติ เปิดเผยถึงตัวเลขผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ปะทะเมื่อวันที่ 10 เมษายน ว่า ตัวเลขผู้บาดเจ็บมี 863 คน อยู่ห้องไอซียู 6 คน ที่ รพ.พระมงกุฎเกล้า 2 คน รพ.กลาง รพ.รามาธิบดี รพ.ศิริราช และรพ.พระราม 9 แห่งละ 1 คน ผู้เสียชีวิต 25 คน โดยได้รวมศพนายมานะ อาจราญ เจ้าหน้าที่สวนสัตว์ดุสิต โดยได้มีการหารือกับ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. แล้ว ระบุว่า จากการสอบสวนกรณีดังกล่าวแล้วเกี่ยวเนื่องกับเหตุการณ์ชุมนุม และสอดคล้องกับผลชันสูตรของรพ.รามาธิบดี ที่ระบุว่า ถูกกระสุนความเร็วสูงเจาะที่ศีรษะ นอกจากนี้ยังมีผู้ได้บาดเจ็บนอนรักษาตัวที่รพ. 124 คน รวมไอซียู 6 รายเป็น 130 ราย

 นายจุรินทร์ กล่าวถึงการเตรียมรับมือการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงในระลอกต่อไปว่า ทางศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุขในภาวะฉุกเฉินระดับชาติ ได้เตรียมการสำหรับรองรับจะมีการจัดตั้งศูนย์ 4 จุดหลัก เพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยทิศเหนือจะมีศูนย์นเรนทร และโรงพยาบาลในสังกัดกรมการแพทย์ดูแล ส่วนทางทิศใต้มีรพ.จุฬาลงกรณ์ และรพ.ในสังกัดมหาวิทยาลัย เช่น รพ.รามาธิบดี รพ.ศิริราช ทิศตะวันออก มีศูนย์เอราวัณ และรพ.เอกชน ทิศตะวันตกมี รพ.วชิระพยาบาล โดยรพ.ตำรวจซึ่งอยู่ใกล้จุดชุมนุมบริเวณราชประสงค์จะเป็นจุดคัดแยกผู้ป่วยหรือบาดเจ็บเบื้องต้น เพราะเป็นจุดที่คาดว่า ถ้าเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินขึ้นจะมีการนำตัวผู้ป่วยไป รพ.ตำรวจก่อน

 อย่างไรก็ตามได้เตรียมการสำหรับโรงพยาบาลเขตปริมณฑลที่จะเข้ามาช่วยในการลำเลียงผู้ได้รับบาดเจ็บนั้น จะต้องมีการซักซ้อมเส้นทางในเขตกทม.ให้เข้าใจชัดเจนขึ้น  ส่วนประสานงานจะมีผู้บัญชาการการแพทย์ในแต่ละพื้นที่ 4 ทิศ จะเป็นผู้ประสานงานกับภาครัฐและผู้ชุมนุม เพื่อเข้าไปช่วยคลี่คลายสถานการณ์ได้รวดเร็วที่สุด

 นพ.ชาตรี เจริญชีวะกุล เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) กล่าวว่า จากเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน เป็นบทเรียนให้ สพฉ. โดยยอมรับว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพื้นที่การชุมนุมสะพานผ่านฟ้า ได้เตรียมพร้อมไว้แล้ว แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นจริง ก็โกลาหลมาก โดยทางศูนย์เอราวัณและศูนย์นเรนทร ยอมรับว่า ประเมินสถานการณ์ต่ำไป ไม่คิดว่าจะมีผู้บาดเจ็บจำนวนมากกว่า 800 คน เสียชีวิตกว่า 20 คน ได้หารือแล้ว 2 ครั้ง โดยผู้บัญชาการเหตุการณ์ได้หารือเมื่อคืนที่ผ่านมาเพื่อรองรับการชุมนุมที่บริเวณราชประสงค์ 

 “แผนทุกแผนคงสมบูรณ์แบบไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ เรายังไม่ทราบว่าเหตุการณ์จริงจะรุนแรงแค่ไหน แต่ที่วางแผนไว้ ก็เตรียมไว้มากกว่า ที่ผ่านฟ้าฯ 2-3 เท่า แต่ถ้ามากกว่านั้น เราก็มีข้อจำกัดเรื่องทีมแพทย์พยาบาล และหลายส่วนแต่เรื่องการช่วยเหลือผู้บาดเจ็บเราเต็มที่ ขอกำลังจากต่างจังหวัดก็มีปัญหาเรื่องความชำนาญเส้นทาง ซึ่งวันที่ 20 เม.ย. เราจะให้ทีมจากต่างจังหวัดมาศึกษาเส้นทางจริง” เลขาธิการ สพฉ.  กล่าว