
ห่วงต่างชาติถอนทุนหนีม็อบยืดเยื้อ"กรณ์"ยันไม่ต้องพยุงหุ้น
ขุนคลังห่วงม็อบแดงยืดเยื้อ ต่างชาติรับความเสี่ยงไม่ไหวถอนทุนจากไทย ยันหุ้นตกไม่ต้องมีมาตรการเข้าพยุง ตลท.เผยตั้งแต่ 8-16 เมษายน ต่างชาติเทขายสุทธิ 6.7 พันล้านบาท ด้านสถาบันจัดอันดับฟิทช์หั่นเกรดบอนด์ระยะยาวไทยเป็นลบ
จากปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง ทำให้นักลงทุนต่างชาติเทขายหุ้นไทยออกมาอย่างต่อเนื่อง โดยนายยรรยง ไทยเจริญ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 8-16 เมษายน นักลงทุนต่างชาติได้เทขายหุ้นไทยสุทธิ 208 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6,700 ล้านบาท นับเป็นตลาดหุ้นที่ถูกต่างชาติเทขายมากเป็นอันดับ 1 ของภูมิภาค
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า การชุมนุมทางการเมืองที่ยังยืดเยื้อจะทำให้นักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย ถอนการลงทุน หรือย้ายฐานการลงทุนไปยังที่อื่น เพราะประเทศไทยอาจมีความเสี่ยงเกินกว่าที่นักลงทุนจะรับได้ ส่วนตลาดหุ้นที่ปรับตัวลงอย่างรุนแรงในช่วง 3 วัน เป็นการปรับตัวตามธรรมชาติ ซึ่งเข้าใจได้ว่า เมื่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดลงตลาดหุ้นจะสะท้อนความเป็นจริง และผลที่เกิดขึ้นในปัจจุบันทำให้ขณะนี้ไม่จำเป็นต้องมีมาตรการเข้ามาดูแล
ขณะที่การลงทุนในตลาดหุ้นไทยเมื่อวันที่ 19 เมษายนที่ผ่านมา ดัชนีผันผวนอย่างหนัก โดยภาคเช้าดัชนีดิ่งลงไปแตะจุดต่ำสุดที่ 714.66 จุด หรือลดลง 21.5 จุด ก่อนที่จะมีแรงซื้อกลับเข้ามา ทำให้ดัชนีกระเตื้องขึ้นมาและปิดตลาดที่ 726.29 จุด ลดลง 9.87 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 27,678 ล้านบาท
ขณะที่บริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ แจ้งว่า ได้มีการทบทวนอันดับเครดิตสากลสกุลเงินในประเทศระยะยาวของประเทศไทยเป็นลบ จากแนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ และคงอันดับเครดิตที่ A- ขณะเดียวกัน ฟิทช์ได้คงอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาวที่ BBB โดยให้แนวโน้มเครดิตมีเสถียรภาพ และคงอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะสั้น ที่ F3 และเพดานอันดับเครดิตของประเทศที่ BBB+
นายวินเซนต์ โฮ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายอันดับเครดิตประเทศในเอเชียของฟิทช์ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงแนวโน้มอันดับเครดิตสกุลเงินในประเทศระยะยาวของไทย สะท้อนให้เห็นถึงความผันผวนทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เป็นไปอย่างล่าช้า คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศ
ด้านนายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ และ Chief Economist ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า การชุมนุมที่ยืดเยื้อส่งผลกระทบหนักต่อการท่องเที่ยว ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 8% กระทบต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งโรงแรม ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึก ขณะที่การท่องเที่ยวมีการจ้างงานและสร้างการบริโภคมีสัดส่วนถึง 8% ของจีดีพี ทำให้ประเมินว่าการท่องเที่ยวในปีนี้จะขยายตัวเพียง 2% และคาดว่าจะมีผลกระทบต่อจีดีพีลดลง 0.4-0.5%



