ข่าว

สปส.เดินหน้าปั้นฝันคนอยากมีบ้านตั้งเป้าผู้ประกันตน1.2 หมื่นคนมีที่อยู่อาศัย

สปส.เดินหน้าปั้นฝันคนอยากมีบ้านตั้งเป้าผู้ประกันตน1.2 หมื่นคนมีที่อยู่อาศัย

19 เม.ย. 2553

การเข้าถึงแหล่งทุน หรือการเข้าถึงสินเชื่อ ถือว่าเป็นอีกเรื่องสะท้อนถึงทุนในการดำเนินชีวิตของประชาชน เฉกเช่นเดียวกับการมีที่อยู่อาศัย ที่เป็นหนึ่งในปัจจัย 4 ที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ และการเข้าถึงสินเชื่อที่อยู่อาศัยนั้นยังเป็นประเด็นที่ผู้คนในแวดวงอสังหาริมท

 โครงการปล่อยกู้สินเชื่อบ้าน ยังคงได้รับความสนใจจากพี่น้องผู้ประกันตนเป็นจำนวนมาก และล่าสุด จากความร่วมมือกันระหว่างสำนักงานประกันสังคม (สปส) กับธนาคารพาณิชย์ และรวมถึงธนาคารของรัฐ 2 แห่งคือ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) และธนาคารออมสิน ที่พร้อมจะปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งนั่นหมายความว่า นอกจากผู้ประกันตนจะได้ประโยชน์จากโครงการดังกล่าวแล้ว ยังกลายเป็นประโยชน์ต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่ “ภาคอสังหาริมทรัพย์” ได้รับอานิสงส์ไปเต็มๆ

 และจากการที่รัฐบาลได้ขยายเวลามาตรการสนับสนุนภาคธุรกิจอสังหาฯ ผ่านการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอนจาก 2% เหลือ 0.01% และค่าจดจำนองจาก 1% เหลือ 0.01% ออกไปอีก 2 เดือนสิ้นสุดวันที่ 31 พฤษภาคม 2553 จากเดิมสิ้นสุดวันที่ 28 มีนาคม 2553 การยืดเวลามาตรการออกไปนี้ก็เป็นอีกหนึ่งโอกาสของผู้ประกันตนที่จะได้รับทั้งการขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และภาระค่าใช้จ่ายในการทำนิติกรรมการโอนนั้นลดลง

  อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวยังมีข้อจำกัดในเรื่องของราคาบ้านไม่เกิน 1.5 ล้านบาท ซึ่งในความเป็นจริงบ้านราคาดังกล่าวมีน้อยมาก ส่วนใหญ่ราคาเกินกว่า 1.5 ล้านบาท ทำให้มีสินค้าที่จะให้ผู้ประกันตนเลือกซื้อน้อยหรือกลุ่มลูกค้าน้อยลง นอกจากอสังหาฯ ของภาคเอกชนจะได้ประโยชน์แล้ว โครงการที่อยู่อาศัยของการเคหะแห่งชาติ (กคช.) ที่จะอาศัยจังหวะนี้นำโครงการบ้านเอื้ออาทรเข้าร่วมโครงการ

 ก่อนหน้านี้นายศิริโรจน์ ชาวปากน้ำ รองผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ กล่าวให้ความเห็นว่าการที่สำนักงานประกันสังคม มีเงินที่จะสนับสนุนเกี่ยวกับด้านนี้ ได้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท หากผู้ประกันตนซื้อโครงการใดโครงการหนึ่ง ทางสำนักงานประกันสังคมก็สามารถโอนเงินให้เจ้าของโครงการได้ทันที โดยลูกค้าของประกันสังคมมีอยู่ 3 กลุ่ม คือ 1.ลูกจ้าง 2.นายจ้าง และ 3.ผู้ประกันตนอิสระ ซึ่งราคาขายบ้านเอื้ออาทรอยู่ที่ 3.9 แสนบาทต่อหน่วย

 ทั้งนี้ จากการจัดทำโครงการดังกล่าวของ สปส.นั้นมีเป้าหมายสำคัญในการช่วยเหลือผู้ประกันตน ที่ต้องการมีที่อยู่อาศัย และต้องการซ่อม ปรับปรุง หรือโอนย้ายหนี้ที่มีอยู่เดิม (รีไฟแนนซ์) ด้วยดอกเบี้ยที่ถูกกว่าสินเชื่อที่อยู่อาศัยทั่วไป ในอัตราร้อยละ 2.5 ต่อปี ในวงเงินของกองทุนประกันสังคม (ส่วนการลงทุนทางสังคม) กว่า 1 หมื่นล้านบาท โดยก่อนหน้านี้ สปส.ได้จัดทำโครงการบ้านมิตรภาพ ธอส.-สปส.ประมาณ 3,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จด้วยดี

 การจัดทำโครงการครั้งล่าสุดนี้ สปส.ตั้งเป้าที่จะช่วยผู้ประกันตนให้มีที่อยู่อาศัยกว่า 1.2 หมื่นคน โดยผู้ประกันตนสามารถขอกู้เพื่อไปปลูกบ้าน ซ่อมแซมบ้านรวมทั้งต่อเติม หรือไถ่ถอนบ้าน (รีไฟแนนซ์) ให้กู้ได้ไม่เกิน 1.5 ล้านบาท ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2.5 ต่อปีคงที่ 5 ปี ในธนาคารที่เข้าร่วมโครงการ ปัจจุบันมีธนาคารที่แจ้งร่วมโครงการร่วม 9 ธนาคาร ทั้งนี้ ผู้ประกันตนสามารถขอกู้ได้จนถึงสิ้นปี 2553 ส่วนในกรณีที่วงเงินหมดก่อนวันปิดโครงการ สำนักงานประกันสังคมอาจจะมีการเสนอบอร์ดเพื่อขอวงเงินเพิ่มเติมก็เป็นได้ สำหรับคนที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกประกันสังคม

  อย่างไรก็ตาม ผู้ประกันตนที่สนใจต้องการใช้สิทธิตามโครงการดังกล่าว จะต้องมาขอหนังสือรับรองสถานะการเป็นผู้ประกันตนได้จากสำนักงาน สปส.ทั่วประเทศ เพื่อนำไปยื่นต่อธนาคารที่เข้าร่วมโครงการ ซึ่งการอนุมัติเงินกู้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของธนาคารนั้นๆ สำหรับธนาคารที่ร่วมโครงการประกอบด้วย ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) ธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์

 สำหรับเงื่อนไขของผู้ประกันตน คือจะต้องอยู่ภายใต้มาตรา 33 คือผู้ประกันตนที่เป็นลูกจ้างและมีนายจ้าง, มาตรา 39 ลูกจ้างที่ออกจากงานแล้ว และบุคคลที่ประกอบธุรกิจส่วนตัวต้องการเป็นผู้ประกันตนโดยสมัครใจ และมาตรา 40 ผู้ประกอบอาชีพอิสระที่ต้องการยื่นสมัครเป็นผู้ประกันตน ทั้งนี้ภายใต้ระยะเวลาดังกล่าวถ้าผู้ประกันตนพ้นสภาพจากการเป็นผู้ประกันตนแล้ว อัตราดอกเบี้ยจะกลายเป็นอัตราดอกเบี้ยปกติทันที

ปรียา เทศนอก