ข่าว

อาเซียนกับทางสองแพร่งประชาธิปไตยหรือการพัฒนา?

อาเซียนกับทางสองแพร่งประชาธิปไตยหรือการพัฒนา?

20 เม.ย. 2553

ในอดีตสมาชิกอาเซียนมักจะถกเถียงกันในสองประเด็น คือการปกครองระบอบประชาธิปไตยกับการพัฒนาเศรษฐกิจว่า อย่างไหนจะมาก่อน ส่วนใหญ่มักจะเห็นด้วยว่า การพัฒนาต้องมาก่อน เนื่องจากปัญหาปากท้องเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของคนในอาเซียน ตัวอย่างเช่นในสิงคโปร์ พม่า และเวียดนาม

 หลังจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 1997 ในช่วง 12 ปีที่ผ่านมา ประชาธิปไตยอินโดนีเซียได้เบ่งบาน พร้อมๆไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจ การเจริญเติบโตของอินโดนีเซียเป็นไปอย่างรวดเร็ว ในกลุ่มจี-20 ซึ่งรวมประเทศสำคัญๆ ของเศรษฐกิจโลก ในปีที่ผ่านมา อินโดนีเซียมีอัตราการเจริญเป็นที่ 3 รองจากจีนและอินเดีย น่าประทับใจมาก

 อาทิตย์ที่แล้วในกรุงจาการ์ตา ประธานาธิบดีซูซิโล บัมบัง ยุดโดโยโนได้ประกาศอย่างภาคภูมิว่า อินโดนีเซียสามารถเป็นประชาธิปไตยและมีการพัฒนาเศรษฐกิจได้พร้อมๆ กัน มันเป็นความมั่นใจของประเทศที่เคยปกครองแบบเผด็จการมานานถึง 32 ปีภายใต้ผู้นำคนเดียวในสมัยสุฮาโต มันเหลือเชื่อมาก อินโดนีเซียสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวในระบอบประชาธิปไตยได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนเป็นที่กล่าวขวัญในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ ขณะนี้อินโดนีเซียกำลังเนื้อหอม

 ส่วนประเทศไทยต้องตกการสำรวจในเวทีการเมืองประชาธิปไตยใน ทั้งๆ ที่เคยเป็นตัวอย่างของคลื่นลูกใหม่พลังประชาธิปไตย เมื่อ 10 กว่าปีก่อนต่างประเทศและสมาชิกอาเซียนมักพูดและอ้างอิงเสมอว่าการเมืองไทยเป็นแบบอย่างของสมาชิกอาเซียนที่เป็นประชาธิปไตย ตอนนี้กลายเป็นอดีตเสียแล้ว เหตุการณ์การเมืองไม่นิ่งมาเนิ่นนาน จนกลายเป็นหวัดเรื้อรังทำให้ชื่อเสียงและฐานะของไทยทั้งในบริบทอาเซียนและนานาชาติต้องตกอับตามไปด้วย

 โชคดีที่ผ่านมาปีกว่าๆ ถึงแม้นว่าจะมีเหตุการณ์เลวร้ายทางการเมืองเกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ยังสามารถประคับประคองเมืองไทยไปได้ กอปรกับชื่อเสียงและการยอมรับของผู้นำชาติอื่นๆ ที่มีต่อผู้นำไทยคนนี้ ทำให้ไทยขายผ้าเอาหน้ารอดได้ไปวันๆ

 ที่น่าสนใจคือ การเติบโตอย่างมั่นคงของประชาธิปไตยอินโดนีเซีย มีผลกระทบกระเทือนอนาคตอาเซียนเป็นอย่างมาก ทั้งในทางบวกและทางลบ แน่นอนที่สุด ประชาธิปไตยฝังรากลึกอินโดนีเซียย่อมดีต่อแนวโน้มอนาคตอาเซียนในเรื่องความพยายามจะเปิดองค์กรอาเซียนให้กว้างมากขึ้น มีประชาธิปไตยมากขึ้น มีศูนย์รวมอยู่ที่ประชาชน

 คิดดูให้ดี ในกรณีการเมืองประชาธิปไตยแบบพลังประชาชนในไทยและฟิลิปปินส์ สามารถฝังรากมากขึ้นแบบอินโดนีเซีย จะทำให้อาเซียนมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้เหมือนกัน ทั้ง 3 ประเทศรวมกันมีประชาชนเกือบ 70 เปอร์เซ็นต์ของประชากรอาเซียนเกือบ 600 ล้านคน

 สมาชิกใหม่อาเซียนกำลังเฝ้ามองอย่างใกล้ชิด ถือว่าแนวโน้มแบบนี้ส่งผลลบระยะยาวต่อการเมืองภายในประเทศเหล่านี้ อย่าลืมว่า ครึ่งหนึ่งของสมาชิกอาเซียนมีการปกครองแบบรวบอำนาจ ส่วนที่เหลืออีกสองประเทศมีการปกครองแบบรัฐบาลควบคุมเข้มไม่เป็นประชาธิปไตย

 ท้ายที่สุด ทั้ง 3 ประเทศจะสามารถผลักดันวาระในอาเซียนให้มีความเป็นประชาธิปไตยและมีศูนย์รวมอยู่ที่ประชาชนได้ โดยพัฒนาประชาธิปไตยและเศรษฐกิจไปพร้อมๆ กัน