ข่าว

ปัญหาระดับโครงสร้างของสื่อ

ปัญหาระดับโครงสร้างของสื่อ

20 เม.ย. 2553

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว มูลนิธิศักยภาพชุมชน สนับสนุนให้ผมได้มีโอกาสไปประชุมในเรื่องกระบวนการเคลื่อนไหวในระดับโลกเรื่องประชาธิปไตย ที่ประเทศอินโดนีเซีย และประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจที่ผมเก็บเกี่ยวมาได้ก็คือเรื่องของบทบาทของสื่อในสังคมประชาธิปไตย

 มีวงอภิปรายวงหนึ่งที่น่าสนใจ ว่าด้วยเรื่องของเสรีภาพของสื่อในสังคม เพื่อส่งเสริมให้เกิดประชาธิปไตย ซึ่งจะว่าไปแล้ว ประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งในวงดังกล่าวนั้นกลับมิใช่แค่เรื่องของการส่งเสริมเสรีภาพให้สื่อ

 แต่หมายถึงสิ่งที่เรียกว่าการส่งเสริมให้เกิดการรู้เท่าทันสื่อ (media literacy) ซึ่งเท่ากับมองว่าสื่อนั้นคงไม่ใช่เสียงสวรรค์ แต่สื่อก็คือผลิตภัณฑ์บางอย่างที่ถูกผลิตออกมาท่ามกลางการแข่งขัน ดังนั้นเราก็ต้องมีความเข้าใจสื่อ เหมือนกับเราก็ต้องมีความเข้าใจสินค้าในฐานะของผู้บริโภคที่เท่าทัน

 อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการถกเถียงในเรื่องนี้ สื่อบางคนในวงก็ออกจะไม่พอใจ หรือไม่เห็นความสำคัญ ด้วยเชื่อว่าตนนั้นเป็นฐานันดรพิเศษ และสิ่งที่ตนเองร่ำร้องก็คือเสรีภาพ และเชื่อว่าการกำกับเสรีภาพของตนนั้นก็คือจริยธรรมวิชาชีพ ในขณะที่สื่ออีกกลุ่มหนึ่งกลับมองว่าเรื่องนี้สำคัญ แต่แทนที่จะมองในแง่ของการรู้เท่าทันสื่อ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการมองสื่อในแง่ร้าย ก็ควรจะมองใหม่ว่าเป็นเรื่องของความรับผิดชอบของสื่อต่อสาธารณะที่ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่า media accountability นั่นแหละครับ

 ในแง่นี้พวกเขาเสนอว่า สื่อนั้นจะต้องมีพันธสัญญากับสังคม แต่พันธสัญญานั้นจะต้องเป็นพันธสัญญาที่ประชาชนนั้นสามารถตรวจสอบสื่อได้ ดังนั้นอาจเป็นไปได้ว่า การตรวจสอบสื่อนั้นอาจจะต้องคิดกันในหลายรูปแบบมากกว่าเรื่องของการส่งเสริมจริยธรรมของสื่อเอง หรือการมีสมาคมของสื่อเอง หรือการปล่อยให้เป็นเรื่องของการฟ้องร้องซึ่งกินเวลายาวนาน และการเป็นความกับสื่อนั้นก็จะยิ่งเข้าตัวมากขึ้น

 ทางออกหนึ่งก็คือการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสื่อกับประชาสังคม ผ่านการติดตามตรวจสอบสื่อด้วยงานวิจัยเก็บข้อมูลต่างๆ ว่าสื่อมีแนวโน้มที่จะนำเสนอเรื่องราวต่างๆ อย่างไร ดังที่สังคมไทยก็เริ่มมีกลุ่มและโครงการต่างๆ เริ่มที่จะทำเรื่องนี้มากขึ้น เช่น โครงการจับจ้องมองสื่อในรูปแบบต่างๆ ซึ่งประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าใครจะมีสิทธิขาดในการชี้ถูกชี้ผิด แต่หมายถึงการที่แต่ละกลุ่มออกมาส่งเสียงต่างๆ เพื่อให้สื่อนั้นเข้าใจว่าเขาจะต้องถูกตรวจสอบอย่างเป็นระบบ (หลายระบบ) จากองค์กรภายนอก ซึ่งแม้ว่าอาจจะไม่มีอำนาจเชิงกฎหมาย แต่ก็ส่งผลสะเทือนต่อความน่าเชื่อถือของสื่อเอง

 อาจกล่าวได้ว่า เรื่องที่กำลังพูดกันอยู่นี้ไม่ใช่เรื่องของการพูดถึงการที่สื่อเลือกข้างใดข้างหนึ่ง เพราะบรรณาธิการ หรือผู้บริหารสื่อนั้นเลือกไว้แล้วว่าจะยืนกับใคร แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่เรื่องในระดับโครงสร้างที่สื่อเองนั้นก็อาจจะไม่รู้ตัวว่าโครงสร้างพฤติกรรมเหล่านั้นได้กำกับวิธีการทำข่าวของเขา

 เรื่องที่เถียงกันว่าตกลงสื่อจะเป็นกลาง หรือสื่อควรจะส่งเสียงที่ถูกต้องโดยมองว่าถูกต้องคือข้างไหน นั้นกลายเป็นเรื่องที่ไม่ยากไปในทันที เมื่อเจอเอาความสลับซับซ้อนประเภท เมื่อมีความขัดแย้งอยู่ในตอนนี้ สื่อกลับไม่สามารถค้นหาความจริงในเชิงสืบค้นได้ เพราะเชื่อแล้วโดยไม่ต้องค้น หรือเมื่อพบก็เป็นเรื่องยกเว้นที่ไม่สลักสำคัญใดๆ

 หรือที่ซับซ้อนกว่านี้ก็คือ เมื่อไม่สืบค้นก็จะใช้วิธีการจัดวงคุยประเภทมองไปข้างหน้า อย่าพูดถึงวันนี้ มองไปข้างหน้าไกลๆ มองไประดับโครงสร้าง โดยไม่ต้องพูดถึงวันนี้ เพราะคู่ขัดแย้งในวันนี้เต็มไปด้วยผลประโยชน์ส่วนตัวที่ไม่มีทางเจรจากันได้

 หรือการมองเรื่องความเป็นกลางอย่างง่ายๆ โดยมองว่าเมื่อมีความขัดแย้ง คนที่ประกาศตัวว่าอยู่ตรงกลางหรือเป็นตัวแทนพลังเงียบนั้นย่อมมีความชอบธรรมโดยอัตโนมัติในการเข้ามาใช้พื้นที่สาธารณะในสื่อทันทีโดยไม่ต้องตรวจสอบที่มาและภูมิหลัง เนื่องจากเข้าหลักการการเสนอข่าวทุกฝ่ายทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข เพื่อให้ครบองค์ประกอบของความเป็นมืออาชีพเป็นต้น

 เป็นเช่นนี้แหละครับ...