
ระส่ำระสาย
หลังเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างกลุ่มคนเสื้อแดงกับทหาร เมื่อวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมา ดูเหมือนรัฐบาลกับกองทัพเริ่มมีรอยร้าวให้เห็น
จับท่าทีกองทัพผ่าน พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ที่ออกมาแถลงเรื่องข่าวการเปลี่ยนตัวหัวหน้า ศอฉ.จากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง มาเป็น พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ไม่ใช่เรื่องการปลด แต่ ผบ.ทบ.เข้ามาดูแลเรื่องการสั่งกำลัง เพื่อให้สายงานสั้นลง หัวหน้ารับผิดชอบยังคงเป็นรองนายกฯ อยู่เช่นเดิม
ออกมาชี้แจงหลังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงถึงแนวทางการทำงานของรัฐบาลและการเปลี่ยนตัวผู้รับผิดชอบ ศอฉ.เพียงไม่กี่ชั่วโมง
มีข่าวว่าคืนก่อนที่นายกฯ บินไปหัวหิน ที่ประชุม ศอฉ.ถึงกับวงแตก เมื่อถกเถียงกันเรื่องการดำเนินการกับกลุ่มคนเสื้อแดง เนื่องจากที่ผ่านมาเกิดความผิดพลาดขึ้นมากมายในทางปฏิบัติ ไม่สามารถควบคุมผู้ชุมนุมให้อยู่ในกรอบของกฎหมายได้ ขณะที่บรรดาแกนนำยังคงขึ้นเวทีปลุกระดมโดยใช้เหตุการณ์วันที่ 10 เมษายนโหมโรง
แผนการชิงจับแกนนำก็ล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ล่าสุดไปบุกโรงแรมเอสซี ปาร์ค นอกจากจับใครไม่ได้แล้ว นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ยังถูกควบคุมตัวเสียอีก
ภาพที่ปรากฏกลายเป็นความล้มเหลวของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ตำรวจ กระทั่งมี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องให้เปลี่ยนผู้นำตำรวจและกองทัพ แต่นายกฯ ยังไม่เล่นด้วย
การดึง พล.อ.อนุพงษ์เข้ามารับผิดชอบฝ่ายปฏิบัติเป็นการันตีว่า ผบ.ทบ.จะต้องร่วมหัวจมท้ายด้วย หลังจากถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าลอยตัว
ขณะเดียวกันฝ่ายแกนนำเสื้อแดงก็เปิดฉากรุกประกาศขยายพื้นที่การชุมนุมเข้าไปถนนสีลม ย่านธุรกิจสำคัญของประเทศ จนเกิดความกังวลว่าเศรษฐกิจประเทศอาจทรุดหนัก ปัจจัยหนึ่งเพราะนักธุรกิจขาดความเชื่อมั่น นักลงทุนชะลอตัว ประเด็นสำคัญคือกฎหมายของประเทศถูกละเมิดอย่างกว้างขวาง
แถมยังไม่มีท่าทีชัดเจนจากฝ่ายรัฐบาลและ ศอฉ.ว่าจะแก้ปัญหาให้เสร็จสิ้นได้อย่างไร และใช้เวลายาวนานขนาดไหน
ถึงแม้กองทัพจะออกมาส่งสัญญาณทำนองว่า จะมีการขอคืนพื้นที่อีกรอบ แต่รอให้กำลังพลฟื้นตัวเสียก่อน ซึ่งทางปฏิบัติไม่จำเป็นเนื่องจากกำลังสำรองเตรียมพร้อมอยู่แล้ว
ท่าทีกองทัพเช่นนี้อาจมีนัยที่ลึกซึ้ง ต้องไม่ลืมว่า พล.อ.อนุพงษ์เคยให้สัมภาษณ์ว่า การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง หากเป็นเช่นนั้นสถานการณ์ห้วงนี้ต้องบอกว่าระส่ำระสายเป็นอย่างยิ่ง !!



