
แนะแยกกลุ่มธุรกิจคุยแดงรู้ผลกระทบ
"อภิสิทธิ์" ถก กรอ.หามาตรการเยียวยาภาคธุรกิจได้รับผลกระทบม็อบแดงที่ราชประสงค์ มอบคลังใช้มาตรการภาษีเยียวยา แนะแยกกลุ่มธุรกิจเข้าไปเจรจาแกนนำเสื้อแดงให้เข้าใจข้อมูลผลกระทบที่แท้จริง "กรณ์" เล็งดึงแบงก์รัฐอุ้มลูกจ้าง-รายย่อย
(19เม.ย.) นายสันติ วิลาสศักดานนท์ รักษาการประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงผลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) ซึ่งมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อสรุปสถานการณ์การชุมนุมที่ยื้ดเยื้อของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยนายกรัฐมนตรีต้องการรับทราบว่า แต่ละกลุ่มได้รับผลกระทบจากการชุมนุมบริเวณแยกราชประสงค์ มากน้อยแค่ไหน เพื่อที่ภาครัฐจะได้หามาตรการเยียวยาให้กับภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้กระทรวงการคลัง ไปศึกษามาตรการที่จะลดผลกระทบผู้ประกอบการแต่ละกลุ่ม โดยคาดว่ากระทรวงการคลังจะใช้มาตรการด้านภาษี แต่จะเป็นในลักษณะใด กระทรวงการคลังจะกลับไปพิจารณา และนำกลับมาเข้าที่ประชุม กรอ. ซึ่งมีการนัดประชุมทุกเดือน
นอกจากนี้นายกรัฐมนตรี ยังได้มอบหมายให้แต่ละกลุ่มธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า โรงแรม จัดทีมไปเจรจากับแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง เพื่อให้กลุ่มคนเสื้อแดงได้รับทราบข้อมูลที่ชัดเจนว่า การชุมนุมในบริเวณดังกล่าว ได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน แต่ยอมรับว่า ผลกระทบจากการชุมนุมในบริเวณราชประสงค์ หากคิดเป็นเม็ดเงิน โดยแยกเป็นกลุ่มโรงแรม สูญเสียรายได้ประมาณ 200-300 ล้านบาทต่อวัน และกลุ่มท่องเที่ยว สูญเสียรายได้ประมาณวันละ 200-300 ล้านบาท และกลุ่มเอสเอ็มอี สูญเสียรายได้ประมาณ 40-50 ล้านบาทต่อวัน ซึ่งตัวเลขดังกล่าว ยังไม่ได้นับรวมผลกระทบทางอ้อมอีกมาก
นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ลงทุนทั้งในและต่างประเทศ มีความกังวลใจอย่างมาก ไม่รู้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะจบลงอย่างไร แต่สิ่งที่ทุกฝ่ายอยากเห็นคือ ทุกอย่างควรจบลงโดยเร็ว และไม่อยากให้เกิดการนองเลือดอีก เพราะขณะนี้ภาพพจน์ของประเทศชาติเกิดความเสียหาย โดยเฉพาะในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ แม้ว่าทุกอย่างจะกลับมาสงบสุข แต่การพิจารณาของนักลงทุนต่างชาติในระยะยาว 10 ปีขึ้นไป ต่างชาติจะนำปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองมาเป็นปัจจัยในการพิจารณาอันดับแรกในการเข้ามาลงทุน เพราะขณะนี้ ประเทศไทยมีคู่แข่งในกลุ่มอาเซียนค่อนข้างมาก ยิ่งการเมืองไม่มีเสถียรภาพ จึงเป็นสิ่งที่น่ากลัวต่อการลงทุนในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการเมืองที่ยืดเยื้อเช่นนี้ ตามที่ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินหากการชุมนุมยืดเยื้อ 2 เดือน จะกระทบมากกว่า 70,000 ล้านบาท และหากการเมืองไม่จบเช่นนี้ และยืดเยื้อ ความเสียหายน่าจะเกินกว่า 100,000 ล้านบาท ดังนั้น จึงไม่อยากให้สถานการณ์ยืดเยื้อ ยิ่งนานก็จะเกิดความเครียดทางการเมือง และยิ่งมีการพูดถึงอาจจะมีการปฏิวัติรัฐประหาร ถือเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกคนไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่หากจะเกิดขึ้นก็น่าจะมาจากเหตุการณ์พาไปโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่เชื่อว่าทุกฝ่ายไม่อยากเห็นการปฏิวัติรัฐประหาร เพราะยิ่งจะทำให้ประเทศชาติบอบช้ำ แต่ไม่ว่าจะจบลงอย่างไร อยากให้ทุกฝ่ายหันหน้าเจรจามากกว่าใช้กำลัง
โรงแรมย่านราชประสงค์ปิดบริการ
นายประกิจ ชินอมรพงษ์ นายกสมาคมโรงแรมไทย กล่าวว่า การชุมนุมอย่างต่อเนื่องของกลุ่มคนเสื้อแดงมีผลทำให้ขณะนี้ โรงแรมในย่านราชประสงค์ซึ่งมีนักท่องเที่ยวใช้บริการลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากกังวลต่อความปลอดภัย เริ่มทะยอยปิดให้บริการแล้ว โดยขณะนี้มีโรงแรม 2 แห่ง ได้ปิดให้บริการได้แก่ โรงแรมฮอลิเดย์อินน์ และโรงแรมแกรนด์ไฮแอทเอราวัณ ขณะที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล จะปิดให้บริการในวันที่ 20 เมษายนนี้
อย่างไรก็ตามสำหรับโรงแรมอื่นๆ เช่น โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์, โรงแรมโฟร์ซีซั่น และโรงแรมเรอเนสซองซ์ เชื่อว่าจะมีการปิดบริการต่อเนื่องหลังจากนี้ เนื่องจากหลายแห่งประเมินแล้วว่า การเปิดบริการในช่วงที่ไม่มีนักท่องเที่ยว แม้ยังคงมีสื่อมวลชน ซึ่งทำงานติดตามสถานการณ์เข้าใช้บริการ แต่เหตุการณ์ทางการเมืองยังไม่มีทีท่ายุติอาจไม่คุ้มค่าในแง่ของการบริหารจัดการหรือหากเกิดปัญหาอื่นๆในอนาคต
"ตอนนี้ผลกระทบนอกจากเกิดกับโรงแรมในแง่ธุรกิจที่ไม่สามารถดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาได้แล้ว ผลกระทบมากกว่านั้นยังอาจจะเกิดกับพนักงานของทางโรงแรมที่จะต้องหยุดงานมากกว่า ขณะนี้คงต้องรอให้การชุมนุมยุติลงก่อน เพราะพูดไปตอนนี้ก็คงไม่มีอะไรดีขึ้น"นายประกิจกล่าวและว่า
สำหรับการปิดให้บริการของโรงแรมในย่านราชประสงค์นั้น จะเป็นการปิดชั่วคราวจนกว่าการชุมนุมในพื้นที่ดังกล่าวจะยุติลง หากทุกอย่างเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว ทางโรงแรมก็พร้อมเปิดให้บริการต่อไป ทั้งนี้ในวันที่ 21 เมษายนนี้ สหพันธ์สมาคมท่องเที่ยวไทย (เฟตต้า) จะประชุมคณะกรรมการสหพันธ์ฯ เพื่อประเมินสถานการณ์การท่องเที่ยวในปัจจุบัน และในอนาคตระหว่าง 3-6 เดือนข้างหน้า เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขด้วย โดยคาดว่าจะมีมาตรการบางอย่างออกมาเพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้น
ด้านนายชนินทธ์ โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า จากสถานการณ์การเมืองที่ยืดเยื้อและขยายพื้นที่การชุมนุม โรงแรม ดุสิตธานี กรุงเทพฯ ได้เพิ่มมาตรการด้านการรักษาความปลอดภัยของโรงแรมตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมา โดยเตรียมความพร้อมด้านหน่วยรักษาความปลอดภัยมากขึ้น ภายใต้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อจัดเตรียมจุดตรวจความเรียบร้อยในทุกๆทางเข้าออกของโรงแรม ขณะที่พนักงานจะคอยให้ข้อมูลเกี่ยวกับความคืบหน้าของสถานการณ์ และชี้แจงเกี่ยวกับเส้นทางที่ควรหลีกเลี้ยงจากการชุมนุมเพื่อความสะดวกและปลอดภัย กับลูกค้าโรงแรม
ถึงขณะนี้ โรงแรม ดุสิตธานี กรุงเทพฯ และร้านอาหารของโรงแรมยังคงเปิดให้บริการตามปกติ เช่นเดียวกับแผนการขยายธุรกิจของเครือดุสิต ซึ่งเน้นการขยายการบริหารทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้ง เตรียมความพร้อมบุคลากรในสำนักงานขายที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก เพื่อสร้างความมั่นใจว่าพวกเขาได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และนำดังกล่าวไปใช้สื่อสารกับ พันธมิตรทางธุรกิจ, ผู้ค้า, และกลุ่มลูกค้าต่างๆ ว่าธุรกิจยังคงดาเนินไปอย่างปกติ ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้ภาพรวมรายได้ของเครือในไตรมาสที่ 1 และในปีนี้จะยังเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้
"สถานการณ์ทางการเมืองในครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อ เครือดุสิต ที่มีการยกเลิกห้องพักเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบริการของประเทศไทยทั้งหมด เราจึงรู้สึกผิดหวังกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและเสียใจต่อความสูญเสียในวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา และยังรู้สึกเป็นห่วงบุคลากร, ธุรกิจโรงแรม, ห้างสรรพสินค้า รวมถึงร้านค้าที่ตั้งอยู่ใกล้บริเวณที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบเป็นอย่างมาก โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์ต่างๆจะได้รับการแก้ไขอย่างเรียบร้อยภายในไตรมาสที่สอง และเศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งในเร็วๆนี้ "นายชนินทธ์ กล่าว
เล็งดึงแบงก์รัฐอุ้มลูกจ้าง-รายย่อย
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่า ที่ประชุมครม.เศรษฐกิจ ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังไปหามาตรการช่วยเหลือกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงบริเวณราชประสงค์ โดยเฉพาะกลุ่มพนักงานลูกจ้างที่ขาดรายได้ และผู้ประกอบการรายย่อยที่ไม่มีสภาพคล่องเพียงพอเหมือนกับผู้ประกอบการรายใหญ่ ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้สรุปว่าว่าจะใช้งบประมาณเท่าใดในการช่วยเหลือหรือใช้แนวทางใดบ้าง เนื่องจากความเสียหายยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้หากมีความพร้อมจะเสนอให้ครม.พิจารณาในขั้นตอนต่อไป ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาเป็นช่วงวันหยุดยาวจึงยังไม่สามารถเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดหารือได้อีกทั้งการชุมนุมยังไม่ยุติจึงยังไม่สามารถหาข้อสรุปในการเยียวยาได้ โดยผลกระทบได้เริ่มขยายตัวจากเดิมที่รัฐบาลมองว่าจะเข้าช่วยเหลือเยียวยาเฉพาะลูกจ้างเท่านั้น แต่ในขณะนี้ได้เริ่มลุกลามมายังกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยหรือเอสเอ็มอีจึงต้องขยายความช่วยเหลือไปยังกลุ่มนี้ด้วย
"ตอนนี้กลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนเริ่มขยายมายังผู้ประกอบการที่เช่าอยู่ในศูนย์การค้าย่านนี้เพราะเอสเอ็มอีเหล่านี้สายป่านสั้นเมื่อศูนย์การค้าปิดหลายวันก็ย่อมได้รับผลกระทบมากกว่าเจ้าของศูนย์การค้า ตอนนี้ก็มีแนวคิดจะให้แบงก์รัฐที่เป็นกลไกที่สำคัญเข้ามาเป็นผู้อัดฉีดสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการและลูกจ้างที่เดือนร้อนโดยเร็ว ซึ่งอยู่ระหว่างจัดตั้งทีมงานเพื่อศึกษาข้อมูลและหาข้อสรุปเรื่องนี้อยู่” นายกรณ์กล่าวและว่าหากกลุ่มคนเสื้อแดงยังคงชุมนุมต่อเนื่องยืดเยื้อออกไป เชื่อว่าจะส่งผลต่อระดับความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ได้ตั้งฐานการผลิตภายในประเทศไทยย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่น ๆ เพราะไม่สามารถรับความเสี่ยงได้ ดังนั้นจึงอยากวอนกลุ่มผู้ชุมนุมให้คำนึงถึงผลกระทบที่จะส่งผลต่อสังคมโดยกว้าง รวมทั้งระบบโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยในอนาคต ซึ่งกระทรวงการคลังเตรียมจะประเมินผลกระทบและมาตรการรองรับต่อไป
ขณะที่นายขรรค์ ประจวบเหมาะ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า จากการชุมนุมประท้วงด้วยการปิดแยกราชประสงค์ของกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งเป็นย่านธุรกิจหลักของกรุงเทพฯ รวมไปถึงกลุ่มลูกค้าของธนาคาร ที่ต้องผ่อนส่งค่างวดสินเชื่อบ้านต่อธนาคารเป็นประจำทุกเดือน เมื่อไม่สามารถทำงาน หรือประกอบธุรกิจค้าขายได้ตามปกติ ก็จะทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้ไม่มีรายได้ที่เพียงพอต่อการผ่อนชำระค่างวด
ดังนั้น ธนาคารจึงเตรียมออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มดังกล่าว ในเบื้องต้นจะออกนโยบายปรนการผ่อนชำระหนี้ออกไปประมาณ 2-3 เดือน หรืออาจผ่อนผันอัตราดอกเบี้ย โดยธนาคารจะพิจารณาเป็นรายกรณี เช่นเดียวกับการช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งลูกค้าที่ประสบปัญหาจากการปิดแยกราชประสงค์ของกลุ่มคนเสื้อแดง สามารถยื่นเอกสารหลักฐานเพื่อขอรับความช่วยเหลือได้ที่ธนาคารในเวลาทำการ
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า วันที่ 19 เมษายนที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์จำนวน 11 แห่ง ได้แจ้งปิดทำการ 30 สาขา ประกอบด้วย ธนาคารกรุงไทย สาขาย่อยห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ธนาคารทหารไทย สาขาสยามพารากอน สาขา เซ็นทรัลเวิลด์ สาขาเพนนินซูล่า สาขาราชประสงค์ สาขาอาคารญาดา สีลม และสาขาสีลม ซอย 7 ธนาคารทิสโก้ สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ และสาขาสยามพารากอน ธนาคารกสิกรไทย ปิดสาขาเซ็นทรัลเวิลด์ สาขาสยามพารากอน สาขาเซ็นทรัล ชิดลม ธนาคารธนชาต สาขาย่อยเซ็นทรัลเวิลด์ สาขาย่อยสยามพารากอน าขาย่อยสยามดิสคัฟเวอรี่
ธนาคารยูโอบี สาขาสยามพารากอน ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ สาขาบิ๊กซี ราชดำริ สาขาสยามพารากอน สาขาเซ็นทรัล ชิดลม สาขาปาโซ่ ทาวเวอร์ ธนาคารกรุงเทพ สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ สาขาบิ๊กซี ราชดำริ สาขาสยามพารากอน สาขาประตูน้ำ สาขาเซ็นทรัล ชิดลม ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาสยามพารากอน ธนาคารนครหลวงไทย สาขาเซ็นทรัลเวิลด์พลาซ่า สาขาราชดำริ และธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) สาขาเซ็นทรัลเวิลด์



