ข่าว

ยกฟ้องพท.ร้องอภิสิทธิ์-สุเทพตัดสัญญาณพีทีวี

ยกฟ้องพท.ร้องอภิสิทธิ์-สุเทพตัดสัญญาณพีทีวี

19 เม.ย. 2553

ศาลแพ่งยกฟ้อง “พร้อมพงศ์” ร้อง “ครม.-นายก-เทพเทือก” สั่งตัดสัญญาณพีทีวีขัด รธน. ชี้ “มาร์ค-เทพเทือก” มีอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ขณะที่ “เสด็จพี่” ไม่ใช่ผู้เสียหาย ด้าน “พร้อมพงศ์” ขอหารือทนายยื่นอุทธรณ์ หรือหาผู้เสียหายยื่นฟ้องใหม่

ที่ศาลแพ่ง ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 19 เม.ย.53 เวลา 16.00 น. ศาลแพ่งมีคำสั่งยกฟ้อง คดีที่นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ยื่นฟ้อง คณะรัฐมนตรี (ครม.) , นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เป็นจำเลยที่ 1-3 เรื่องละเมิด ที่ออกคำสั่งตัดสัญญาณสถานีโทรทัศน์พีทีวีชาแนล

 โดยศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 มีเจตนารมณ์ที่จะให้อำนาจนายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อบังคับใช้ทั่วราชอาณาจักรหรือในบางเขตท้องที่ได้ตามความจำเป็นในสถานการณ์

 ซึ่ง พ.ร.ก. ดังกล่าว มาตรา 4 ให้ความหมายของ “สถานการณ์ฉุกเฉิน” ว่าสถานการณ์อันกระทบหรืออาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนหรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐหรืออาจทำให้ประเทศหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของประเทศตกอยู่ในภาวะคับขัน หรือมีการกระทำความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา การรบหรือการสงคราม ซึ่งจำเป็นต้องมีมาตรการเร่งด่วนเพื่อรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เอกราชและบูรณภาพแห่งอาณาเขต ผลประโยชน์ของชาติ การปฏิบัติตามกฎหมาย ความปลอดภัยของประชาชน การดำรงชีวิตโดยปกติสุขของประชาชนการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ความสงบเรียบร้อยและประโยชน์ส่วนรวมหรือการป้องปัดหรือแก้ไขเยียวยาความเสียหายจากภัยพิบัติสาธารณะอันมีมาอย่างฉุกเฉินและร้ายแรง

 ดังนั้นการที่ ครม.จำเลยที่1 ให้การเห็นชอบแก่นายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี จำเลยที่ 2 ในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเมื่อวันที่ 7 เม.ย.53 ย่อมเป็นการใช้อำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจหน้าที่และดุลพินิจของฝ่ายบริหารโดยเฉพาะ ศาลไม่อาจก้าวล่วงไปพิจารณาหรือทบทวนการใช้ดุลพินิจของฝ่ายบริหารได้

 และการที่นายอภิสิทธิ์ นายกฯจำเลยที่ 2 มีคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ พิเศษ 1/2553 ให้นายสุเทพ รองนายกฯ จำเลยที่ 3 เป็นผอ. ศอฉ.โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.ดังกล่าว และคำสั่งจำเลยที่ 2 ที่ พิเศษ 2/2553 ให้จำเลยที่ 3 เป็นผู้กำกับการปฏิบัติงานในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินฯ จำเลยที่ 2 - 3 ย่อมมีอำนาจตามความใน ม.9 (2) และ (3) แห่ง พ.รก.ดังกล่าว ที่จะใช้มาตรการอันจำเป็นเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินได้ตามรัฐธรรมนูญ 2550 ม.45 วรรคสี่ ที่ว่าการห้ามหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเสนอข่าวสารหรือแสดงความคิดเห็นทั้งหมดหรือบางส่วน หรือการแทรกแซงด้วยวิธีการใดๆ เพื่อลิดรอนเสรีภาพตามมาตรานี้จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อรักษาความมั่นคงของรัฐ

 ส่วนที่โจทก์ขอให้ศาลมีคำพิพากษา ยกเลิกคำสั่งของจำเลยที่ 2-3 ที่ยุติการแพร่ภาพสถานีโทรทัศน์พีเพิลชาแนล และมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองสั่งห้ามหน่วยงานของรัฐกระทำการโดยอ้างว่าเป็นการละเมิดสิทธิรับรู้ข่าวสารที่ถูกต้องเป็นจริงตาม รธน.ปี 2550 มาตรา 61 นั้น ศาลเห็นว่า เจตนารมณ์บทบัญญัติดังกล่าวมีขึ้นเพื่อเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคที่จะได้รับข่าวสารที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริโภคตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2522 ไม่ใช่เป็นการรับทราบข้อมูลข่าวสารทั่วไป โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายหรือเป็นผู้ถูกโต้แย้งสิทธิการกระทำของจำเลยที่ 2 - 3 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

 ขณะที่นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า จะกลับไปหารือว่าจะยื่นอุทธรณ์ หรือหาผู้เสียหายโดยตรงมายื่นฟ้องเป็นคดีใหม่